รีวิว Nothing Headphone (a) หูฟังครอบหูดีไซน์ไอคอนิก รองรับ Hi-Res และ LDAC พร้อมปุ่มควบคุมแบบสัมผัสที่ปรับแต่งได้ และใช้งานสูงสุด 5 วัน

หลังจากที่ Nothing ประสบความสำเร็จในตลาดสมาร์ตโฟนและหูฟังอินเอียร์มาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในปีนี้พวกเขาได้ขยายไลน์อัปผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดหูฟังครอบหู (Over-ear) อย่างเป็นทางการด้วย Nothing Headphone (a) ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ความมินิมอลและดีไซน์โปร่งใสเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน

วันนี้ทีมงาน MobileOcta จะพาทุกคนมาเจาะลึก รีวิว Nothing Headphone (a) แบบละเอียด ว่าหูฟังครอบหูรุ่นแรกภายใต้ซีรีส์ “(a)” รุ่นนี้ จะตอบโจทย์คนรักเสียงเพลงและคุ้มค่ากับค่าตัวระดับ 5,000 กว่าบาทหรือไม่!


สเปกเบื้องต้น Nothing Headphone (a)

ขนาดหูฟังความสูง 177.0 มม.
ความกว้าง 78 มม.
ความลึก 190.4 มม.
น้ำหนักหูฟัง192 กรัม
ขนาดกระเป๋าพกพาความสูง 270 มม.
ความกว้าง 230 มม.
ความลึก 1.5 มม.
น้ำหนักกระเป๋าพกพา
30 กรัม
ไดรเวอร์40 มม.
RF20 Hz – 40,000 Hz
ไดอะแฟรมวัสดุโดม: PEN + PU
การเคลือบผิว: การเคลือบไทเทเนียม
การปรับเสียงNothing
แบตเตอรี่แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนแบบชาร์จใหม่ได้
ความจุ 1060 mAh
การชาร์จเวลาชาร์จเต็มด้วยสายชาร์จ Type-C 2 ชั่วโมง
การชาร์จด่วนการเล่นโดยปิด ANC – ชาร์จ 5 นาที ใช้งานได้ 8 ชั่วโมง
การเล่นโดยเปิด ANC – ชาร์จ 5 นาที ใช้งานได้ 5 ชั่วโมง
การเล่นAAC:
เล่นโดยที่ปิด ANC: สูงสุด 135 ชั่วโมง
เล่นโดยที่เปิด ANC: สูงสุด 75 ชั่วโมง
LDAC:
เล่นโดยที่ปิด ANC: สูงสุด 90 ชั่วโมง
เล่นโดยที่เปิด ANC: สูงสุด 62 ชั่วโมง
เวลาสนทนาเปิด ANC: สูงสุด 72 ชั่วโมง
เปิด ANC: สูงสุด 50 ชั่วโมง
การตัดเสียงรบกวนADAPTIVE ANC
ความลึก สูงสุด 40 เดซิเบล
ย่านความถี่ 2000 HZ
จำนวนไมโครโฟน รวม 4 ตัว
Hybrid ANC ในไมโครโฟน 2 ตัว (ต่อข้าง)

คุณสมบัติ
โหมดฟังเสียงภายนอก
อัลกอริทึมไมโครโฟน 3 ตัวสำหรับการโทร
การเชื่อมต่อระยะการเชื่อมต่อ 10 เมตร
เวอร์ชันของบลูทูธ 5.4
การเชื่อมต่ออุปกรณ์สองเครื่องพร้อมกัน
รองรับ Android 5.1 ขึ้นไป และ iOS 13 ขึ้นไป
การเข้ารหัส AAC, SBC, LDAC
ราคา5,999 บาท

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • Headphone (a) *1
  • ถุงพกพา *1
  • สายเสียง 3.5 มม. (1.2 เมตร) *1
  • สาย USB-C (1.2 เมตร) *1 (สำหรับชาร์จและเสียงผ่าน USB)
  • QSG *1

รูปลักษณ์ดีไซน์

Headphone (a) ยังคงเอกลักษณ์งานออกแบบโปร่งใสของ Nothing เอาไว้ แต่ตีความใหม่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในรูปแบบของหูฟังครอบหู โครงสร้างที่เผยให้เห็นรายละเอียดภายใน

ผสานกับรูปทรงที่ทั้งมินิมอล และสีที่โดดเด่น ทำให้เป็นอุปกรณ์หรือสัญลักษณ์ในการสะท้อนตัวตน สำหรับโครงสร้างหลักของตัวหูฟังผลิตจาก Aluminium Alloy ช่วยเพิ่มความแข็งแรง ลดการบิดงอ และให้ความรู้สึกพรีเมียมในการใช้

บริเวณ earcup ถูกออกแบบให้มีขนาดครอบหูเต็มรูปแบบ (Over-ear) พร้อมใช้วัสดุ Memory Foam Cushion หุ้มด้วยหนังสังเคราะห์ (PU Leather) ที่ช่วยกระจายน้ำหนักและลดแรงกดทับ

ทำให้สามารถสวมใส่ได้ต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่รู้สึกอึดอัด มาพร้อมปุ่มควบคุมและอินเทอร์เฟซถูกออกแบบในรูปแบบ Tactile Control ที่ให้ฟีดแบ็กชัดเจน ใช้งานง่ายโดยไม่ต้องมองตัวอุปกรณ์ รองรับการควบคุมเพลง การรับสาย และการสลับโหมดต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก

สำหรับระบบการควบคุมและปุ่มกดของ Headphone (a) ทางแบรนด์ได้ออกแบบมาให้เน้นการใช้งานจริงที่แม่นยำและสะดวกรวดเร็ว โดยจัดวางแผงควบคุมหลักไว้ที่ ด้านขวา เพื่อให้สามารถควบคุมได้ง่ายด้วยมือเดียว (One-Hand Control) แทนที่จะใช้ระบบทัชสกรีนบนพื้นผิวฝาครอบหูฟังเพียงอย่างเดียว

โดยติดตั้งปุ่มควบคุมที่โดดเด่นอย่าง Roller (ลูกกลิ้งอัจฉริยะ) ลูกกลิ้งตัวนี้ถือเป็นจุดเด่นในการควบคุมของรุ่นนี้เลยครับ ให้ฟีลลิ่งการหมุนแบบสมูทและมีความแม่นยำสูงใช้สำหรับปรับเพิ่ม-ลดระดับเสียง (Volume Control) ซึ่งให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติและแม่นยำกว่าการสไลด์นิ้ว กับปุ่ม Paddle เป็นปุ่มในลักษณะก้านโยกหรือแป้นกดที่ตอบสนองต่อแรงกดได้ดี สำหรับเปลี่ยนเพลง ซึ่งทำได้แม่นยำกว่าระบบสัมผัสทั่วไป

นอกจากนี้ยังมีปุ่ม Button ปุ่มพิเศษที่เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับการใช้งาน เพื่อเป็นชัตเตอร์สำหรับถ่ายภาพ ซึ่งคุณสามารถเข้าไปปรับแต่งฟังก์ชันเพิ่มเติมได้ในแอป Nothing X เรียก Voice Assistant / ChatGPT ใช้เรียกผู้ช่วยคำสั่งเสียงได้ทันที

และบริเวณด้านล่างของหูฟังด้านขวาจะปุ่มเปิดปิดการเชื่อมต่อบลูทูธ, ช่องไมโครโฟนสนทนา, พอร์ต USB-C สำหรับชาร์จไฟและฟังเพลงแบบมีสาย และช่องเสียบแจ็ค 3.5 มม. สำหรับการใช้งานแบบ Analog

นอกจากปุ่มควบคุมเหล่านี้แล้ว ตัวหูฟังยังมีเซนเซอร์ตรวจจับการสวมใส่ (Auto Pause/Play) ที่จะหยุดเล่นเพลงอัตโนมัติเมื่อถอดหูฟังออก และเล่นต่อทันทีเมื่อสวมกลับเข้าไปครับ การผสมผสานปุ่มแบบ Physical (Roller และ Paddle) ทำให้การควบคุมขณะกำลังทำกิจกรรม หรือขณะที่มือเปียกเหงื่อทำได้แม่นยำกว่าระบบสัมผัสมากครับ

Headphone (a) มีให้เลือก 4 สีคือ เหลือง, ชมพู, ขาว และดำ โดยสีดำจะมีความพิเศษคือบอดี้จะเป็นสีดำทั้งหมด ให้ลุคที่ดูเท่แบบเรียบ ๆ มีสไตล์ น่าค้นหา ส่วนสีที่นำมารีวิวนั้น เป็นสีชมพู คือ ไม่ได้มาแนวหวานใส แต่เป็นโทน ชมพูโปร่งใสแบบเทค (Translucent Tech Pink) ที่ผสมความล้ำและความแฟชั่นเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ซึ่งปัจจุบันในตลาดส่วนใหญ่จะมีแค่ โทนสีหลักๆ ไม่ ขาว ก็ ดำ แต่ทาง Nothing จัดมาให้เลือกทั้ง 4 สี กันเลยทีเดียว

คุณสมบัติการใช้งาน

เสียงใสระดับ Hi-Res เบสทรงพลัง

หัวใจหลักของเสียงในรุ่นนี้คือไดรเวอร์ขนาด 40 มิลลิเมตรที่ใช้แผ่นไดอะแฟรมเคลือบไทเทเนียม ซึ่งช่วยลดความเพี้ยนของเสียง (Distortion) ทำให้สามารถขับเสียงแหลม (Highs) ได้อย่างชัดเจนและมีมิติ รวมถึงตอบสนองความถี่ต่ำหรือเสียงเบสได้ลึก โดยสามารถขับเสียงดังได้สูงสุดถึง 110 dB พร้อมแม่เหล็กและวอยซ์คอยล์รุ่นใหม่ที่ช่วยเพิ่มความไว (Sensitivity) ในการตอบสนองต่อเสียง

Headphone (a) ได้รับการรับรองมาตรฐาน Hi-Res Audio ทั้งแบบไร้สายและมีสาย

  • โหมดไร้สาย: รองรับ Codec ระดับพรีเมียมอย่าง LDAC ซึ่งสามารถส่งสัญญาณเสียงคุณภาพสูงถึง 24-bit/96kHz ทำให้รายละเอียดของชิ้นดนตรีครบถ้วนกว่าการฟังผ่าน SBC หรือ AAC ปกติ
  • โหมดมีสาย: สามารถเชื่อมต่อผ่านสาย USB-C หรือสายแจ็ค 3.5 มม. (มีแถมมาในกล่อง) เพื่อยกระดับความเสถียร ลดความหน่วง (Latency) และสัมผัสคุณภาพเสียงแบบ Lossless ได้โดยตรง

ตัดเสียงรบกวนฉลาด ปรับแต่งได้ดั่งใจ

Headphone (a) มีระบบตัดเสียงรบกวน (ANC) ทำได้น่าประทับใจที่ระดับ 40dB โดยมีโหมด Adaptive ANC ซึ่งจะปรับระดับการตัดเสียงตามสภาพแวดล้อมอัตโนมัติ การตัดเสียงความถี่ต่ำ (เช่น เสียงเครื่องยนต์บนรถไฟฟ้าหรือเครื่องบิน) ทำได้ดีเยี่ยม แม้เสียงพูดคุยอาจจะยังเล็ดลอดเข้ามาบ้างเล็กน้อย ส่วนโหมด Transparency หรือโหมดรับเสียงภายนอกทำงานได้เป็นธรรมชาติ ไม่รู้สึกอู้หู สามารถใส่เดินริมถนนหรือสั่งกาแฟได้โดยไม่ต้องถอดหูฟังออก

รวมทั้งมีอัลกอริทึมที่คอยประมวลผลความถี่ต่ำแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยเพิ่มแรงปะทะและความลึกของเสียงเบส (Punchy Bass) โดยที่ความหนักแน่นนี้จะไม่ไปบดบังหรือกวนรายละเอียดของเสียงกลาง (เสียงร้อง) และเสียงแหลมเลยแม้แต่น้อย

ส่วนการคุยโทรศัพท์ติดตั้งไมโครโฟนทั้งหมด 3 ตัวทำงานร่วมกับระบบ ENC (Environmental Noise Cancellation) และ AI ที่ถูกฝึกมาเพื่อแยกแยะเสียงพูดของมนุษย์ออกจากเสียงรบกวนรอบข้าง (เช่น เสียงลม เสียงเครื่องยนต์ หรือเสียงจอแจในที่สาธารณะ) ทำให้ปลายสายได้ยินเสียงของคุณอย่างคมชัด

นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมสไตล์เสียงของ Headphone (a) ให้เข้ากับรสนิยมของคุณได้ผ่านแอปพลิเคชัน Nothing X โดยมีระบบ Advanced 8-Band Equaliser ที่ปรับแต่งกราฟิก EQ ได้ละเอียดยิบถึง 8 ย่านความถี่ และสามารถบันทึกโปรไฟล์เสียงส่วนตัว หรือแชร์/สแกน QR Code เพื่อนำเข้าโปรไฟล์ EQ จากผู้ใช้งานคนอื่นได้

แบตเตอรี่ใช้งานต่อเนื่อง 135 ชั่วโมง

Headphone (a) ใช้แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนแบบชาร์จใหม่ได้ ความจุ 1060 mAh ซึ่งจุดเด่นที่สุดที่ทำให้ Headphone (a) น่าสนใจคืออายุการใช้งานแบตเตอรี่ โดยรองรับการชาร์จไว ชาร์จเพียง 5 นาที สามารถใช้ฟังเพลงต่อได้ถึง 8 ชั่วโมง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเร่งรีบได้เป็นอย่างดี เมื่อเปิด ANC สามารถใช้งานได้ยาวนานสูงสุดถึง 62 ชั่วโมง และปิด ANC สามารถฟังต่อเนื่องได้ทะลุขีดจำกัดถึง 135 ชั่วโมง (ตกประมาณ 5 วันครึ่งหากฟังแบบไม่พักเลย!)

บทสรุป

Headphone (a) ถือเป็นหูฟังครอบหู (Over-ear) รุ่นใหม่ที่เปิดตัวมาเพื่อ “ฆ่า” คู่แข่งในเรทราคา 5,000 – 6,000 บาทอย่างแท้จริง ทั้งในแง่ของสเปกที่ให้มาแบบล้น ๆ และดีไซน์ที่ดูมีราคาเกินค่าตัวไปมาก

นี่คือสรุปจุดเด่น-จุดด้อย เพื่อประกอบการตัดสินใจครับ:

✅ จุดเด่น

  • แบตเตอรี่ระดับมอนสเตอร์: ใช้งานได้ยาวนานสูงสุดถึง 135 ชั่วโมง (เมื่อปิด ANC) ชาร์จครั้งเดียวอยู่ได้ข้ามสัปดาห์ พร้อมระบบชาร์จไว 5 นาที ฟังต่อได้ 8 ชั่วโมง
  • ดีไซน์ไม่ซ้ำใคร: เอกลักษณ์ฝาครอบหูฟังแบบโปร่งใส มีให้เลือกถึง 4 สี (ขาว, ดำ, เหลือง, ชมพู) ใส่แล้วดูเป็นแฟชั่นไอเทมที่โดดเด่น
  • เสียงดีเกินราคา: ขับเสียงด้วยไดรเวอร์ 40 มม. รองรับ Hi-Res Audio และ Codec ระดับพรีเมียมอย่าง LDAC ให้รายละเอียดเสียงที่คมชัด เบสแน่นสนุกแต่ไม่กวนเสียงร้อง
  • การควบคุมที่ยอดเยี่ยม: ปุ่มแบบ physical ทั้ง Roller (ลูกกลิ้งอัจฉริยะ) และ Paddle (ก้านโยก) ควบคุมได้แม่นยำกว่าระบบสัมผัส
  • แอปพลิเคชันเสถียร: แอป Nothing X ใช้งานง่าย และสามารถปรับ EQ ได้ละเอียดยิบถึง 8 ย่านความถี่

❌ จุดสังเกต

  • น้ำหนักและแรงหนีบ: ตัวหูฟังมีน้ำหนักประมาณ 310 กรัม ซึ่งอาจจะไม่ได้เบาที่สุดในตลาด หากใส่ต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ (เกิน 4-5 ชั่วโมง) อาจมีอาการล้าหรือบีบหูได้บ้างสำหรับบางคน
  • ระบบตัดเสียงรบกวน (ANC): ทำได้ดีในสภาพแวดล้อมทั่วไป แต่อาจจะยังไม่ถึงขั้นเงียบกริบเหมือนหูฟังระดับพรีเมียมราคาหมื่นต้นๆ

หูฟังรุ่นนี้เหมาะกับใคร?

Headphone (a) เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่กำลังมองหาหูฟังครอบหูตัวแรก หรือต้องการอัปเกรดจากหูฟังรุ่นเริ่มต้น โดยมีโจทย์ว่า “ต้องแบตอึด ดีไซน์สวยสะดุดตา และได้เสียงระดับ Hi-Res” ในงบประมาณไม่เกิน 6,000 บาท

หากคุณเป็นสายแฟชั่นที่ชอบใส่หูฟังเก๋ ๆ เดินเล่น เป็นคนขี้เกียจชาร์จแบตบ่อย ๆ หรือเป็นแฟนคลับแบรนด์ที่ชื่นชอบความมินิมอลอยู่แล้ว… หูฟังรุ่นนี้คือตัวเลือกที่ “คุ้มค่าที่สุด” และรับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนครับ!

ทั้งนี้ Headphone (a) ราคา 5,999 บาท มีให้เลือก 4 สีคือ สีขาว สีดำ สีชมพู และสีเหลือง Limited Edition วางจำหน่ายแล้ววันนี้ครอบคลุมทั้งร้านค้าพาร์ตเนอร์อย่าง AIS, Banana, Dotlife, PowerBuy และ True รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ Lazada, Shopee และ TikTok Shop ส่วนบริการหลังการขาย เปิด Call Center โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ที่หมายเลข 1800 018 320 และ 1800 013 896 พร้อมศูนย์บริการ 10 แห่งทั่วประเทศ