รายงานการวิเคราะห์ล่าสุดจาก Counterpoint Research เปิดเผยข้อมูลที่อาจทำให้สาวก Apple ต้องเตรียมกระเป๋าตังค์ให้พร้อม
เมื่อมีการประเมินว่า ต้นทุนค่าชิ้นส่วน (Bill of Materials) ของ iPhone 18 Pro Max รุ่นความจุ 1TB อาจพุ่งสูงขึ้นเกือบ 300 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 10,900 บาท) เมื่อเทียบกับ iPhone 17 Pro Max รุ่นก่อนหน้า
วิกฤตชิป AI ดันต้นทุน RAM พุ่งทะยาน

ปัจจัยหลักที่ทำให้ต้นทุนพุ่งสูงขึ้นขนาดนี้ มาจากราคาชิปหน่วยความจำ (DRAM) ที่กำลังปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยชิ้นส่วนเหล่านี้กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากภาวะชิปขาดแคลนทั่วโลก ซึ่งเป็นผลพวงโดยตรงจากความต้องการฮาร์ดแวร์และ Data Center สำหรับเทคโนโลยี AI ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด
นอกจากนี้ การที่ Apple เตรียมเปลี่ยนผ่านไปใช้ชิปเซ็ตสถาปัตยกรรม 2 นาโนเมตร (2nm) ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ดันต้นทุนให้สูงขึ้นเป็นอันดับสอง
โดยมีข่าวลือว่า iPhone 18 Pro จะมาพร้อมชิป A20 Pro ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี N2 ของ TSMC ซึ่งมีราคาต้นทุนแผ่นเวเฟอร์ (Wafer) ที่แพงกว่าโหนด N3P ที่ใช้กับชิป A19 Pro ในปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ รวมไปถึงต้นทุนในช่วงเริ่มต้นของการผลิตชิปสถาปัตยกรรมใหม่ก็มักจะถูกบวกเข้าไปในราคาต่อหน่วยด้วยเช่นกัน
Apple รับสภาพ อาจต้องปรับราคาขายจริง

ก่อนหน้านี้ ทิม คุก (Tim Cook) ซีอีโอของ Apple ได้เคยอธิบายถึงสาเหตุที่ต้นทุนเพิ่มขึ้นว่ามาจากภาวะชิปหน่วยความจำขาดแคลนเช่นเดียวกับรายงานของ Counterpoint โดยระบุว่า “ความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน” ที่เกิดจากการสร้าง Data Center สำหรับ AI ทำให้การปรับขึ้นราคาสินค้าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ทางด้าน The Wall Street Journal เคยรายงานคาดการณ์ว่า iPhone 18 Pro อาจมีราคาเริ่มต้นขยับไปสูงถึง 1,399 ดอลลาร์ (ราว 51,000 บาท) โดยอ้างอิงข้อมูลว่า ต้นทุน DRAM ต่อหน่วยของ Apple อาจพุ่งจาก 39 ดอลลาร์ เป็น 145 ดอลลาร์ และต้นทุนหน่วยความจำแฟลช (Flash Storage) อาจเพิ่มจาก 13 ดอลลาร์ เป็น 51 ดอลลาร์
ขณะเดียวกัน บริษัทวิเคราะห์ IDC ก็ประเมินสอดคล้องกันว่า iPhone 18 รุ่น Pro และ Pro Max อาจมีราคาขายปลีกเพิ่มขึ้นเฉพาะรุ่นถึง 200 ดอลลาร์ (ราว 7,300 บาท)
ส่วนแหล่งข่าวหลุดจากฝั่ง Weibo ในจีนระบุว่า Apple อาจปรับราคาเริ่มต้นของ iPhone รุ่นใหม่ในประเทศจีนขึ้นประมาณ 11%
อย่างไรก็ตาม Counterpoint ประเมินทิ้งท้ายว่า แม้ Apple จะปรับราคาขายปลีกของ iPhone 18 Pro Max ขึ้นเฉลี่ย 200 ดอลลาร์ แต่ก็คาดว่าบริษัทจะยังมีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ที่ต่ำกว่าที่เคยทำได้ใน iPhone 17 Pro Max เมื่อปี 2025 อยู่ดี เนื่องจากต้นทุนมหาศาลที่กดดันอยู่นั่นเอง
ที่มา : Macrumors









