vivo ประกาศเปิดตัวระบบปฏิบัติการเวอร์ชันใหม่ล่าสุด OriginOS 7 (พัฒนาบนพื้นฐาน Android 17) อย่างเป็นทางการในประเทศอินเดีย โดยมาพร้อมการอัปเกรดครั้งใหญ่ที่ครอบคลุมทั้งดีไซน์อินเทอร์เฟซ (UI) ความลื่นไหลของแอนิเมชัน ฟีเจอร์เพื่อการทำงาน (Productivity) การเชื่อมต่อไร้รอยต่อ และระบบรักษาความปลอดภัย พร้อมเปิดเผยกราฟิกไทม์ไลน์รายชื่อสมาร์ตโฟนที่จะได้รับอัปเดตในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป
สรุปฟีเจอร์ใหม่และการอัปเกรดสำคัญใน OriginOS 7

1. ดีไซน์และการปรับแต่ง (Design and Personalisation)
- Fluid Motion & Spring Animation: ปรับปรุงแอนิเมชันให้มีการตอบสนองที่ดูยืดหยุ่น เป็นธรรมชาติ และสมจริงตามหลักฟิสิกส์ รองรับการสั่งงานด้วยท่าทางกว่า 200 สถานการณ์ พร้อมฟีเจอร์ Seamless Interaction ที่สลับการเลื่อนหน้าจอแนวนอนและแนวตั้งได้เนียนตายิ่งขึ้น
- Dynamic Glow & Translucent Material: อินเทอร์เฟซตอบสนองต่อการสัมผัสด้วยเอฟเฟกต์แสง และปรับความโปร่งแสงตามภาพพื้นหลังได้ 3 สไตล์ (Realistic, Natural, Soft)
- ลูกเล่นหน้าจอล็อก (Lock Screen): เพิ่มความสนุกด้วยหน้าจอแบบอินเทอร์แอกทีฟ เช่น Wiggle Theme (วอลเปเปอร์ขยับได้เมื่อเขย่าเครื่อง), Pat Pals Theme (สัตว์เลี้ยงจำลองบนหน้าจอ) และการปรับแต่งแสงเงาตามมุมมอง Glint Theme
- Immersive Home & AOD: ไอคอนและวิดเจ็ตปรับเปลี่ยนอัตโนมัติตามช่วงเวลากลางวัน-กลางคืน รวมถึงหน้าจอ Always-On Display ที่สามารถแสดงข้อมูลสถานะเที่ยวบินหรือการจัดส่งพัสดุได้แล้ว
2. ยกระดับความอัจฉริยะด้วย AI (Essential AI Upgrades)
- Jovi AI Assistant: ผู้ช่วยอัจฉริยะที่เชื่อมต่อการทำงานระหว่างสมาร์ตโฟนและพีซี สั่งงานข้ามอุปกรณ์ได้ รองรับการปรับแต่งทักษะโดยดึง API จากผู้ให้บริการภายนอกอย่าง OpenAI หรือ Anthropic มาใช้ได้
- AI Recorder & Smart Call Assistant: ระบบอัดเสียงที่แยกแยะเสียงผู้พูดและสรุปใจความสำคัญได้ พร้อมฟีเจอร์ AI Call Answering ช่วยรับสายและแปลงบทสนทนาเป็นข้อความ
- Snap Note: เปลี่ยนรูปภาพกระดานไวท์บอร์ด สไลด์ หรือแผนผังความคิด (Mind maps) ให้กลายเป็นโน้ตที่แก้ไขข้อความได้
- AI Search & Snap & Go: ค้นหาไฟล์ด้วยภาษาพูดธรรมชาติ (Natural text) และสามารถแคปภาพตั๋วเครื่องบินเพื่อให้ระบบดึงข้อมูลไปสร้างกำหนดการใน Google Calendar ผ่านฟีเจอร์ Origin Island ได้ทันที

3. ประสิทธิภาพ มัลติทาสก์ และแบตเตอรี่ (Performance & Battery)
- Snap-Up Engine: ฟีเจอร์จัดสรรทรัพยากรเครือข่ายและระบบขั้นสูงสุดเมื่อตรวจพบว่าผู้ใช้กำลัง “กดจองตั๋ว” เพื่อให้แอปตอบสนองได้เร็วที่สุด
- การจัดการหน่วยความจำขั้นสูง: แอปพลิเคชันเปิดใช้งานครั้งแรก (Cold start) เร็วขึ้น 10%, สลับแอปเร็วขึ้น 11%, คืนพื้นที่ RAM เร็วขึ้น 60% พร้อมการันตีความลื่นไหลระยะยาวด้วยผลทดสอบ Anti-aging สูงสุด 72 เดือน
- Origin Workbench: ฟีเจอร์มัลติทาสก์เปิดใช้งานหลายหน้าต่างพร้อมกัน (รองรับเฉพาะรุ่นที่มี RAM 12GB ขึ้นไป)
- BlueVolt Smart Engine: ลดการใช้พลังงานระหว่างวิดีโอคอลความละเอียดสูง (เช่น Microsoft Teams) ลงถึง 25% และฟีเจอร์ Heterogeneous Computing ที่ช่วยลดการใช้พลังงานจีพียูระหว่างเล่นเกมลงได้ 20%
4. การเชื่อมต่อข้ามอีโคซิสเต็ม (Cross-ecosystem Connectivity)
- รองรับอุปกรณ์ Apple ดีขึ้น: สามารถแสดงการแจ้งเตือนบน Apple Watch, ดึงข้อมูลสถานะแบตเตอรี่ของ AirPods มาโชว์บน Origin Island (รองรับ Spatial Audio) และสามารถล็อกอิน iCloud ผ่านแอป File Manager ของ vivo ได้โดยตรง
- Shake & Share: แชร์รูปภาพความละเอียดสูงแบบไม่สูญเสียรายละเอียด (Lossless) ข้ามแบรนด์ได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้เน็ตมือถือ
รายชื่อสมาร์ตโฟน vivo ที่รองรับการอัปเดต OriginOS 7

กำหนดการปล่อยอัปเดตนี้อ้างอิงจากแผนงานในตลาดอินเดีย ซึ่งคาดว่าตลาดอื่น ๆ ทั่วโลก (รวมถึงประเทศไทย) จะได้รับการอัปเดตในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ดังนี้:
ปลายเดือนตุลาคม 2026
- vivo X Fold 5
- vivo X300 Ultra / X300 Pro / X300 / X300 FE
กลางเดือนพฤศจิกายน 2026
- vivo X200 Pro / X200 / X200 FE / X200T
กลางเดือนธันวาคม 2026
- Vivo X Fold 3 Pro
- Vivo X100 Pro / X100
- Vivo V70 Elite / V70 / V70 FE
- Vivo V60 / V60e
ปลายเดือนธันวาคม 2026
- vivo V50 / V50e
ปลายเดือนมกราคม 2027
- vivo V40 Pro / V40
- vivo S2 / S2 FE
- vivo T5 Pro 5G / T5 5G / T5x 5G
- vivo T4 Ultra / T4 Pro / T4 5G / T4R 5G
- vivo T3 Ultra
- vivo Y51 Pro 5G
ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2027
- vivo V40e
- vivo V30 Pro / V30 / V30e
- vivo Y400 Pro 5G / Y400 5G
- vivo Y31 Pro 5G
- vivo T4x 5G
สำหรับสมาร์ตโฟนเกมมิงในเครืออย่าง iQOO แม้จะยังไม่ปรากฏชื่อในตารางอัปเดตรอบนี้ แต่คาดว่าทาง vivo จะมีการประกาศไทม์ไลน์แยกเฉพาะสำหรับผู้ใช้งานอุปกรณ์ iQOO ตามมาในเร็ว ๆ นี้
ที่มา : Gizmochina









