รีวิว : realme X50 5G สมาร์ตโฟน 5G สเปคจัดเต็ม ในราคาสุดคุ้ม !!!

ซอฟต์แวร์และฟีเจอร์

realme X50 5G เปิดตัวมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ realme UI v 1.0 บนพื้นฐานของ Android 10 โดยตัว UI มีความลื่นไหล และให้ความสดใส มีชีวิตชีวา อีกทั้งยังสามามรถปรับแต่งรูปแบบการใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น โดยคำนึงถึง 4 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ระบบสี ไอคอน พื้นหลัง และภาพเคลื่อนไหวแอนิเมชั่น โดยพร้อมมอบประสบการณ์การใช้งานที่เต็มประด้วยประสิทธิภาพตั้งแต่แรกสัมผัส

สำหรับ realme UI มีการพัฒนาหน้าตาเมนูให้ดูสวยงาม มีสีสันสดใสในแบบ high-saturation ที่ให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวา ซึ่งสัมผัสได้จากหน้าโฮมสกรีนที่มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างชัดเจน โดยไอคอนทั้งหมดถูกปรับดีไซน์ให้ดูเรียบง่ายขึ้นด้วยรูปทรงแบบกลม และมีการใช้สีสันที่มีความโดดเด่นสะดุดตา ส่วนใครที่ไม่ชอบไอคอนทรงกลมก็สามารถไปปรับเป็น Material Style หรือ Pebble ได้ในการตั้งค่า ซึ่งจะมีการปรับไอคอนให้อยู่ในรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า และทรงสี่เหลี่ยมขอบมนนั่นเอง

นอกจากนี้ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งในส่วนของเลย์เอาท์หน้าจอหลัก ทั้งรูปแบบคอลัมน์ และหน้า Apps Drawer ได้ตรงกับไลฟ์สไตล์ความชื่นชอบของแต่ละบุคคล รวมถึงการปรับแต่งภาพพื้นหลัง และรูปแบบธีมรวมถึงฟอนต์ที่สวยงาม ซึ่งมีให้เลือกใช้งานอย่างหลากหลาย สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้จากแอปพลิเคชัน ร้านขายธีม หรือ realme Theme Store ที่ติดตั้งมาให้เรียบร้อยแล้วภายในเครื่อง

realme X50 5G รองรับ 12 คลื่นความถี่ 5G ทั่วโลก (n1, n3, n5, n7, n8, n20, n28, n38, n40, n41, n77, n78) และยังมาพร้อมฟีเจอร์ Smart 5G ที่สามารถสลับการเชื่อมต่อระหว่าง 4G และ 5G โดยอัตโนมัติ จึงช่วยประหยัดพลังงานยิ่งขึ้น และลดการใช้พลังงานลงถึง 30%   

ซึ่งนอกจากจะเด่นในเรื่องของ 5G แล้ว  realme X50 5G ยังรองรับ Dual Wi-Fi Acceleration/Dual Channel Acceleration อีกด้วย โดยรองรับการเชื่อมต่อ Dual Wi-Fi ที่ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อกับ Wi-Fi สองเครือข่ายในเวลาเดียวกันได้ เพื่อการเชื่อมต่อที่มีเสถียรภาพมากขึ้น และยังรองรับการเชื่อมต่อ Dual Channel (Data และ Wi-Fi) สลับการเชื่อมต่อระหว่างอินเทอร์เน็ตบนมือถือและ Wi-Fi โดยอัตโนมัติเพื่อการเชื่อมต่ออย่างเสถียร

Dark Mode เป็นฟีเจอร์ใหม่ที่จะช่วยให้การใช้งานในตอนกลางคืนเป็นไปอย่างราบลื่น และส่งผลดีต่อสุขภาพดวงตาของของผู้ใช้งาน โดยฟีเจอร์ Dark Mode หลักการทำงานจะเปลี่ยนพื้นหลังให้เป็นสีดำ เพื่อการใช้งานในสภาพแวดล้อมในที่แสงน้อยได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งช่วยทั้งเรื่องของการประหยัดพลังงาน พร้อมถนอมสายตา และก่อให้เกิดความผ่อนคลายแก่ผู้ใช้งานอีกทางหนึ่งด้วย

(Dark Mode สามารถใช้งานได้กับบางแอปฯ)

สำหรับ Focus Mode จะเป็นโหมดที่ช่วยผู้ใช้งานคลายเครียดและความวุ่นวายจากโลกภายนอก โดยเมื่อใช้งาน โหมดโฟกัส ระบบจะเปิดเพลงฟังสบาย ๆ จึงช่วยให้ผู้ใช้งานรู้สึกผ่อนคลาย พร้อมเปิดใช้งานโหมด DND หรือ DO Not Disturb โดยอัตโนมัติ เพื่อปิดการแจ้งเตือนที่รบกวนต่าง ๆ อีกทางหนึ่งด้วย

สำหรับปุ่มนำทาง Navigation สามารถปรับตั้งค่าให้เหมาะกับความถนัดของเราได้ตามที่ต้องการ นอกจากนี้ยังมี Full Screen gesture ที่มาพร้อมฟีเจอร์สั่งการง่าย ๆ แต่สามารถใช้งานจอแสดงผลได้แบบเต็ม 100%

ซึ่ง Navigation gestures เป็นฟีเจอร์ที่ใช้การสไลด์นิ้วบนหน้าจอแสดงผลแทนการกดปุ่ม navigation เพื่อให้เป็นการแสดงผลแบบเต็มหน้าจออย่างแท้จริงนั่นเอง

ส่วนโหมด Quick gestures หรือโหมดตัวช่วยเพิ่มความสะดวก เป็นฟีเจอร์ที่มีให้ใช้งานมาอย่างยาวนานบนสมาร์ตโฟนของหลาย ๆ แบรนด์ ซึ่งฟีเจอร์เหล่านี้ก็คือการทำงานร่วมกับพวกเซ็นเซอร์ต่าง ๆ โดยเป็นการอำนวยความสะดวกในการใช้งานเป็นหลัก เช่นการคว่ำหน้าจอเพื่อปิดเสียง, วาดบนหน้าเจอเพื่อเปิดแอปฯ / ควบคุมการคอนโทรล Music Player, การจับภาพหน้าจอด้วย 3 นิ้ว, การรับสายอัตโนมัติเมื่อนำโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูเป็นต้น

Smart Slider สำหรับเรียกใช้งานคีย์ลัด เช่นการจับภาพ / บันทึกหน้าจอ, การเข้าถึงไฟล์, กล้อง, ข้อความและแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ผ่านการสไลด์ที่บริเวณขอบด้านข้างของหน้าจอแสดงผล โดยรองรับการใช้งานทั้งในแนวตั้งและแนวนอน อีกทั้งยังสามารถเพิ่มแอปพลิเคชันอื่น ๆ ที่ต้องการเข้ามาเข้ามาอยู่ในแถบ Smart Slider ได้อีกด้วย   

แบ่งหน้าต่างเพื่อใช้งาน 2 แอปพลิเคชั่นไปพร้อม ๆ กัน ได้ง่าย ๆ แค่ลากสาวนิ้วจากล่างขึ้นด้านบนของจอแสดงผล และอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ขาดไม่ได้ก็คือแอพโคลน ที่รองรับการใช้งานแอปพลิเคชั่นโซเชียลยอดนิยม เช่น Line, Facebook หรือ Instagram ได้พร้อม ๆ กัน ถึง 2 แอคเคานท์ในเครื่องเดียว

สำหรับ Game Space  “การเร่งความเร็วเกม” ที่ช่วย optimization ให้เล่นเกมได้ไหลลื่นมากยิ่งขึ้น และยังมีฟังก์ชั่นที่ช่วยจัดการด้านจัดการด้านเครือข่าย เช่นการปฏิเสธสาย จัดการด้านการแจ้งเตือน ล็อคความสว่างเป็นต้น ทำให้การเล่นเกมบน realme X50 5G นั้นเป็นไปอย่างสมูทลื่นไหล 

Phone Manager เป็นเครื่องมือสำหรับจัดการประสิทธิภาพภายในตัวเครื่อง ทั้งการลบไฟล์ขยะและไฟล์แคชของระบบ, การจัดการด้านความปลอดภัยความเป็นส่วนตัว, การสแกนไวรัส และการปกป้องด้านการชำระเงินเป็นต้น ซึ่งแอปฯนี้จะช่วยให้การทำงานของตัวเครื่องเต็มเปี่ยมประสิทธิภาพ มีความรวดเร็วและความปลอดภัยอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

ปิดท้ายกันไปด้วยการจัดสรรพลังงาน ในภาพรวมต้องบอกว่า realme X50 5G  นั้นมีแบตที่อึดอย่างน่าประทับใจ หากเป็นการใช้งานทั่ว ๆ สามารถใช้งานได้ครบ 1 วันแบบสบาย ๆ

ตรงนี้นอกจากแบตเตอรี่ที่ให้ความจุมาสูงถึง 4,200mAh แล้ว ต้องบอกว่าเทคโนโลยี Liquid Cooling System 3.0 ก็เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ช่วยประหยัดพลังงานหน้าจอ และช่วยยืดอายุการใช้งานให้กับแบตเตอรี่ จึงทำให้การจัดสรรพลังงานบน realme X50 5G เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ประสิทธิภาพ

realme X50 5G เปิดตัวมาพร้อมกับชิปเซ็ตรุ่นใหม่ Qualcomm SDM765 Snapdragon 765G บนสถาปัตยกรรม 7 nm ซึ่งมาพร้อมประสิทธิภาพการทำงานที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยมีรายละเอียดดังนี้ 
การประมวลผล – ระยะเวลา App Booting ลงลด 25% ความลื่นไหลเพิ่มขึ้น 20%
แบตเตอรี่ – อายุการใช้งานแบตเตอรี่เพิ่มขึ้น 10%; ลดการใช้พลังงานเมื่อเปิดสแตนด์บายข้ามคืน 35%
ประสิทธิภาพการทำงาน – ลดความดีเลย์ระบบสัมผัส 35% ประสิทธิภาพการเล่นเกมเพิ่มขึ้น 20%

สำหรับเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ให้มาอย่างครบถ้วน เรียกว่าไม่น้อยหน้าสมาร์ทโฟนในระดับเดียวกันอย่างแน่นอน ส่วนในด้านการจับสัญญาณ GPS อยู่ในเกณฑ์ที่น่าประทับใจ ทั้งเรื่องของความเร็วและความแม่นยำ

มัลติมีเดียและความบันเทิง

Music Player บน realme X50 5G มาพร้อมความสามารถที่ครบเครื่อง เรียกว่าไม่แตกต่างจากแอป Music Player ยอดนิยมทั่ว ๆ ไป เช่นการเล่นสุ่ม/เล่นซ้ำ การสร้างเพลย์ลิสต์ ตั้งเป็นเสียงเรียกเข้าเป็นต้น แต่สิ่งที่มีความโดดเด่นและสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ใช้งาน ก็คือการรองรับระบบเสียง Dolby Atmos และคุณภาพเสียงระดับ Hi-Res ที่มอบประสบการณ์การฟังเพลงที่เหนือชั้นขึ้นไปอีกขั้น

สำหรับ Video Player บน realme X50 5G รองรับการเล่นไฟล์วีดีโอความละเอียดสูงระดับ Full HD ได้อย่างสมูทไหลลื่น แถมยังมีฟีเจอร์ที่ให้ฟิลลิ่งใกล้เคียงกับแอปชื่อดังอย่าง MX Player เช่นการปัดบนหน้าจอฝั่งซ้ายเพื่อปรับระดับความสว่าง และปัดบนหน้าจอฝั่งขวาเพื่อปรับเพิ่ม/ลดระดับเสียงเป็นต้น  

ทดสอบการเล่นเกม

Asphalt 9 เลือกปรับกราฟิกคุณภาพสูง สามารถเล่นได้อย่างไหลลื่น ไม่มีอาการแลคให้หงุดหงิดใจ ส่วนหนึ่งต้องยกความดีให้กับชิปเซ็ตและพื้นที่เก็บข้อมูลแบบ UFS 2.1 รวมถึง RAM ที่จัดเต็มถึง 8GB

สำหรับ PUBG เกม Tactical-FPS สามมิติเต็มรูปแบบ ก็เป็นอีกหนึ่งเกมที่ต้องการทรัพยากรขั้นสูง หากต้องการเล่นบนความละเอียดคมชัดระดับ HD พร้อมความลื่นไหล ซึ่งไม่มีปัญหากับ realme X50 5G แต่อย่างใด เพราะสเปคนั้นจัดเต็มอยู่แล้ว เมื่อบวกกับชิปกราฟิก Adreno 620 ช่วยให้ประมวลผลกราฟฟิกได้ดีกว่าเดิม  เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้า จึงส่งผลให้ realme X50 5G เป็นสมาร์ตโฟนที่ตอบสนองในการเล่นเกมได้อย่างดีเยี่ยม

ปิดท้ายกันไปด้วย ROV เกมแนว MOBA สุดฮิตของบ้านเรา เมื่อลองเล่นที่บนเฟรมเรทสูง ก็ยังสามารถสัมผัสประสบการณ์การเล่นเกมที่สมูทลื่นไหล แถมเฟรมเรทไม่ตกอีกด้วย โดยสามารถรักษาความ stable ไว้ที่ระดับ 59 – 60fps แบบต่อเนื่อง

อ่านต่อหน้า 3