รีวิว Fitbit Sense สมาร์ทวอทช์ระดับพรีเมี่ยมเพื่อคนรักสุขภาพตัวจริง

สวัสดีครับ พบกับการรีวิว wearable gadget รุ่นใหม่ที่น่าสนใจกับทีมงาน MOBILEOCTA อีกครั้งนะครับ วันนี้ทีมงานได้มีโอกาสทดสอบ Fitbit Sense นาฬิกาสมาร์ทวอทช์รุ่นพรีเมี่ยมรุ่นใหม่จากค่าย Fitbit ที่มาพร้อมกับดีไซน์สวยงามสะดุดตา หน้าจอแสดงผลสวยงามขนาดใหญ่ วัสดุงานประกอบดูดี และฟังค์ชั่นการทำงานด้านสุขภาพที่ครบครัน ลองมาดูกันครับว่า สมาร์ทวอทช์รุ่นนี้มีอะไรที่น่าสนใจ และมีจุดสังเกตอะไรบ้าง

Fitbit Sense

แกะกล่อง Unbox

ก่อนอื่นเลย เรามาแกะกล่อง Unboxing สมาร์ทวอทช์ Fitbit Sense ดูอุปกรณ์ภายในกันก่อนครับ รุ่นนี้ถูกบรรจุลงในกล่องดูสวยงามแน่นหนา เมื่อดึงกล่องด้านนอกขึ้น ภายในจะเป็นกล่องที่สามารถกางออกได้ ตรงกลางเป็นพระเอกของเรา ส่วนด้านซ้ายเป็นแท่นชาร์จแบบแม่เหล็ก และด้านขวาเป็นสายสำหรับเปลี่ยนเพิ่ม/ลดขนาดตามไซส์ข้อมือของผู้ใส่ได้ครับ ดูแล้วกล่องออกแบบมาดีมาก ดูหรูหราทีเดียว

การออกแบบ Design

ต่อมาไปดูดีไซน์ของ Fitbit Sense กันครับ รุ่นนี้มาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่มาก มีดีไซน์โดยรวมถือว่าอัพเกรดจากรุ่น Versa 2 พอสมควรครับ ส่วนวัสดุงานประกอบถือว่ายังคงรักษาความพรีเมี่ยมเอาไว้ได้ดี 

ตัวเคสใช้วัสดุเป็นสเตนเลสสตีล และอลูมินัม เทียบความหรูหราของงานประกอบ เรียกได้ว่าสูสี Apple Watch ทีเดียวครับ มีหน้าจอขนาด 1.58 นิ้วแบบ AMOLED ตัวบอดี้เน้นความโค้งมนในทุกด้าน หน้าจอสามารถแสดงสีสันได้สวยงาม สู้แสงแดดแรงๆ บ้านเราได้สบาย และรองรับมุมมองการแสดงที่กว้างใช้ได้เลย

การควบคุม นอกจากจะใช้การสัมผัสหน้าจอ และการปัดหน้าจอไปในทิศทางต่างๆ แล้ว ปุ่มกดด้านข้างของรุ่นนี้ถูกเปลี่ยนเป็นปุ่มแบบ sensitive touch ซึ่งใช้ทำงานเป็นปุ่ม home ไม่ใช่ปุ่ม back นะครับ (การ back จะใช้การปัดหน้าจอด้านซ้ายไปขวา)

ซึ่งแน่นอนว่าปุ่มแบบสัมผัสมันก็ล้ำดี แต่การวางตำแหน่งดูเหมือนจะต่ำไปหน่อยครับ เมื่อเราใส่นาฬิกา บางทีปุ่มมันไปโดนกับข้อมือของเราเอง แต่ก็ไม่บ่อย และเหมือนบางครั้งจะแอบกดยากนิดนึง

สายนาฬิกาของ Sense มาในรูปแบบใหม่ตามสมัยนิยม คือจะเป็นแบบไม่เหมือนนาฬิกาทั่วไป แต่ใช้การสอดสายเข้าในช่อง จากนั้นก็กดล็อคให้ตรงกับขนาดข้อมือของผู้ใส่ และเก็บสายเข้าไปในช่องอีกด้าน ดูแล้วก็สวยดีครับ เอาเป็นว่าแล้วแต่ใครจะชอบไม่ชอบ แต่ส่วนตัวผู้รีวิวเห็นว่าดูแน่นหนาดี

ส่วนการเปลี่ยนสาย สามารถทำได้ง่ายๆ โดยบริเวณโคนสายจะมีสลักสำหรับกดจากนั้นสายจะหลุดออกมาอย่างไม่ยากครับ แต่ก็ไม่ง่ายเกินไปที่จะหลุดเอง ดังนั้นสบายใจได้ เราสามารถซื้อสายแบบที่ชอบกับทาง Fitbit มาเปลี่ยนได้เองด้วย

ด้านแบตเตอรี่ Fitbit Sense ตามข้อมูลบอกว่าสามารถใช้งานได้ 6 วันต่อเนื่องสำหรับการชาร์จ 1 ครั้ง และใช้งานในแบบ Smartwatch ทั่วไป (ปิด GPS) แต่จากการทดสอบของผู้รีวิวพบว่าใช้งานจริงจะอยู่ได้ราวๆ 5 วัน ซึ่งดูแล้วก็ถือว่าใกล้เคียงครับ แต่ถ้าเปิด GPS ยาวๆ แบตก็จะหมดเร็วขึ้น ไม่ต่างจากยี่ห้ออื่นครับ รวมถึงหากเปิดใช้งานโหมด Always-on Display แบตก็จะหมดไวขึ้นด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ สิ่งที่พัฒนาขึ้นจากรุ่นเดิมอีกอย่างคือสายชาร์จ ซึ่งคราวนี้มาแบบสายแม่เหล็กดูทันสมัย และใช้งานง่ายมากขึ้น รวมถึงสามารถชาร์จได้ค่อนข้างเร็วทีเดียว คือชาร์จ 10-80% ได้ในประมาณ 40 นาทีเท่านั้น

ฟังค์ชั่นด้านสุขภาพ และการออกกำลังกาย Health & Fitness Tracker

Fitbit วางจำหน่าย Sense ไว้เป็นอุปกรณ์สำหรับสวมใส่ที่โฟกัสเรื่องสุขภาพมากที่สุดของแบรนด์ ณ ปัจจุบัน โดยสิ่งที่อัพเกรดจาก Versa 3 ด้านสุขภาพหลักๆ จะเป็นการมาพร้อมเซ็นเซอร์ EDA, ระบบ ECG Monitor ที่ได้รับการยอมรับทางการแพทย์ และระบบวัดอุณหภูมิผิวหนัง

ทาง Fitbit กล่าวว่า เซ็นเซอร์บน Sense ใช้ประจุไฟฟ้าขนาดเล็กกับผิวหนังของเรา เพื่อดูปฏิกิริยาของระดับเหงื่อในร่างกาย ซึ่งจากงานวิจัยบอกว่าระดับประจุไฟฟ้าบนผิวหนังของเรา มีความเชื่อมโยงกับสภาวะทางอารมณ์ ซึ่ง Fitbit ใช้จุดนี้เองเพื่อวัดระดับความเครียดของผู้ใส่

โดยการใช้งานของระบบนี้ คุณต้องเปิดโหมด EDA ก่อน จากนั้นระบบจะให้คุณวางฝ่ามือลงบนหน้าจอสมาร์ทวอทช์เป็นเวลา 2 นาทีเพื่อบันทึกข้อมูลลงในแอปพลิเคชัน จากนั้นระบบจะประมวลผล และมีคำแนะนำมาให้เราอ่าน (ซึ่งแน่นอนว่าเป็นภาษาอังกฤษล้วนๆ)

นอกจากนี้ Sense ยังมีระบบมอนิเตอร์ ECG หรือ การตรวจหัวใจด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่ใช้สำหรับตรวจสุขภาพหัวใจ โดยอุปกรณ์ของ Fitbit กำลังขอใบอนุญาตในยุโรป เช่นเดียวกับ Apple Watch นั่นเอง

และแน่นอนว่าระบบการตรวจสอบการนอนหลับ ซึ่งมีเซ็นเซอร์ SpO2 ก็มีมาให้ใช้เช่นกัน พร้อมกับมีการให้คะแนน REM (การหลับลึก) เหมือนกับสมาร์ทวอทช์ชั้นนำในตลาด ตรงนี้ก็ถือว่าให้มาครบถ้วนดีครับ

ส่วนด้านการออกกำลังกาย Fitbit Sense มาพร้อม built-in GPS ในตัว ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องพกมือถือติดตัวตอนวิ่งแล้วครับ สามารถวิ่งตัวเปล่าเบาๆ ไปกับนาฬิกา และค่อยกลับมา sync ทีหลังได้ และระบบ GPS ถือว่าทำได้ค่อนข้างแม่นทีเดียว โดยโหมดการออกกำลังกายนั้นมีให้เลือกเพียบๆ ราวๆ 20 โหมดเลยล่ะ ใครชอบออกกำลังกายรับรองว่าจะชอบแน่นอน

ฟังค์ชั่นสมาร์ทวอทช์

ทางด้านการใช้งานเป็นสมาร์ทวอทช์ของ Fitbit Sense ก็ถือว่าสามารถทำงานได้ดีไม่แพ้เรื่องสุขภาพครับ ซึ่งฟีเจอร์เด็ดอีกอย่างคือการรองรับ Amazon Alexa ในตัวเลย เราสามารถเรียกใช้งานได้โดยการกดปุ่มด้านข้างค้างไว้ แต่การสั่งการต้องใช้ภาษาอังกฤษครับ และยังรองรับคำสั่งง่ายๆ อย่างเช่น ถามสภาพอากาศ หรือ สั่งให้เปิดไฟ เป็นต้น และการทำงานบางครั้งยังมีอาการช้าอยู่บ้าง ตรงนี้อาจมีการอัพเดตซอฟท์แวร์ในอนาคตก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ Fitbit เคยบอกว่า Sense จะรองรับ Google Assistant ในอนาคตภายในปี 2020 ซึ่งตรงนี้อาจต้องรออีกหน่อยครับ 

ส่วนการควบคุมสมาร์ทโฟนด้วย Sense ก็ทำได้ดีเช่นเคย ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมเครื่องเล่นเพลง และหน่วยความจำภายใน 4GB ที่เหลือให้เราลงเพลง หรือแอปได้ประมาณ 2.5GB ทำให้เราสามารถลงเพลงไว้ฟัง หรือสามารถโหลดพวก Pandora Spotify หรือ Deezer ไว้ฟังได้ 

ส่วนแอปพลิเคชันเสริมบน Fitbit App Gallery ตอนนี้ต้องยอมรับว่ายังห่างไกลจาก Apple Watch, Wear OS หรือ Samsung App Store พอสมควรครับ แต่ก็ถือว่ายังพอมีอะไรให้เราได้โหลดเล่นบ้าง

ส่วนการแจ้งเตือนต่างๆ สามารถทำได้ดี แต่ยังไม่รองรับภาษาไทย รวมถึงยังรองรับ Fitbit Pay สำหรับชำระเงินซื้อสินค้าแบบไร้สัมผัสได้ โดยรวมด้านฟังค์ชั่นการใช้งานแบบสมาร์ทวอทช์ถือว่าตอบโจทย์ดีมากไม่แพ้แบรนด์พรีเมี่ยมอื่นๆ เลยล่ะครับ

สรุป Conclusion

Fitbit Sense ถือเป็นการเปิดตัวไลน์อัพใหม่ของสมาร์ทวอทช์เพื่อสุขภาพ ที่มาพร้อมฟังค์ชั่นการทำงานที่ดี มีระบบจัดเก็บข้อมูลด้านสุขภาพที่ยอดเยี่ยม พกพาเซ็นเซอร์ต่างๆ มากมาย ครบถ้วน และมีระบบติดตามการออกกำลังกายระดับชั้นนำเช่นเคย

แต่สิ่งที่พัฒนาอย่างเห็นได้ชัดของ Sense เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนอย่าง Versa 3, Charge 4 และ Inspire 2 ที่เปิดตัวไปแล้ว คือการมาพร้อมเซ็นเซอร์ใหม่ และระบบเกี่ยวกับสุขภาพที่มากขึ้นนั่นเอง

Fitbit Sense เปิดตัวมาที่ราคา 11,990 บาท (ราคาศูนย์) ถือว่าเป็นสมาร์ทวอทช์ที่มีราคาสูงพอตัว ชนกับพวก Apple Watch ที่แพงกว่านี้อีกหน่อย หรือเทียบกับ Garmin Venu ก็จะราคาถูกกว่านี้นิดหน่อย แต่ไม่มีเซ็นเซอร์ ECG และ EDA เหมือนรุ่นนี้

แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดทางด้านกฏหมายของหลายประเทศ ทำให้ Fitbit Sense อาจจะยังไม่สามารถโชว์ศักยภาพได้เต็มที่ในบางประเทศ ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตอาจจะมีการปรับปรุงเพิ่มเติมกันต่อไป (และหวังว่าจะรองรับภาษาไทยได้เร็วๆ นี้ด้วยนะ) 

แต่โดยรวมแล้วสมาร์ทวอทช์รุ่นนี้ก็ยังถือว่าน่าใช้มากรุ่นหนึ่งครับ เหมาะสำหรับใครที่มองหาอุปกรณ์ wearable gadget ที่มีความพรีเมี่ยม มี GPS ในตัว ระบบติดตามการออกกำลังที่แม่นยำ เชื่อว่า Fitbit Sense คือหนึ่งในตัวเลือกสมาร์ทวอทช์ที่ดีรุ่นหนึ่งแน่นอนครับ

นี้ก็เป็นการรีวิวแบบเต็มรูปแบบของทีมงาน MOBILEOCTA นะครับ ผิดพลาดประการใดต้องขออภัยไว้ด้วย จนกว่าจะพบกันใหม่ สวัสดีครับ ^^

ข้อดี

– เป็นสมาร์ทวอทช์ระดับพรีเมี่ยม ทั้งดีไซน์ และฟังค์ชั่น

– สายแบบใหม่ ถอดสายได้ง่ายขึ้นมาก

– มี built-in GPS ทำงานค่อนข้างแม่นยำ

– มีเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิร่างกาย เพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์ด้านสุขภาพ

– วัดการนอนหลับค่อนข้างดี 

– แบตใช้ได้นานเกือบสัปดาห์

– มีเซ็นเซอร์ EDA และ ECG

ข้อสังเกต

– ยังไม่รองรับภาษาไทย (อาจมีอัพเดตในอนาคต)

– ปุ่มสัมผัสแอบกดยากนิดนึง