Digital Chat Station แหล่งข่าวหลุดวงการไอทีชื่อดังจากจีนที่เชื่อถือได้ เปิดเผยว่า OnePlus และ realme ได้ควบรวมกิจการในส่วนของการปฏิบัติการหลัก (Core Operations) ที่ประเทศจีนอย่างเป็นทางการแล้ว โดยจัดตั้งเป็นศูนย์ผลิตภัณฑ์ย่อยแห่งใหม่ โครงสร้างนี้จะเป็นการรวมทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งในประเทศ (จีน) และต่างประเทศ (Global) ของทั้งสองแบรนด์เข้าไว้ภายใต้ระบบเดียวกัน

หน่วยงานใหม่นี้จะนำทัพโดย หลี่เจี๋ย (Li Jie) ซึ่งยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าของ OnePlus ประเทศจีน และจะรายงานตรงต่อ หลิวจั้วหู่ (Liu Zuohu) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ OPPO นอกจากนี้ หวังเว่ย (Wang Wei) อดีตรองประธานของ realme ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองผู้จัดการทั่วไป และจะรายงานตรงต่อหลี่เจี๋ย
ในขณะเดียวกัน ได้มีการจัดตั้งหน่วยธุรกิจย่อยแยกออกมาอีกหนึ่งหน่วย เพื่อดูแลด้านการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ร่วมกัน โดย หลี่ปิงจง หรือ Sky Li ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ realme จะเป็นผู้นำในส่วนนี้ ในขณะที่ สวีฉี (Xu Qi) จะเข้ามาดูแลระบบการตลาดและการบริการที่รวมเข้าด้วยกันของทั้ง OnePlus และ realme
สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ คือ ในสายตาของผู้บริโภคทั่วไป ทั้งสองแบรนด์จะยังคงทำตลาดแยกกันอย่างชัดเจน แต่กระบวนการทำงานหลังบ้านส่วนใหญ่จะถูกจับมารวมกัน ซึ่งนี่ถือเป็นสไตล์การบริหารงานแบบดั้งเดิมที่เครือ BBK Electronics นิยมใช้มาหลายปี
ทำไม OnePlus และ realme ถึงต้องควบรวมการทำงานเข้าด้วยกัน?

ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นก้าวต่อไปหลังจากเหตุการณ์ในเดือนมกราคมปี 2026 ที่ผ่านมา ซึ่ง realme ได้ถูกดึงเข้ามาเป็นแบรนด์ย่อยของ OPPO อย่างเป็นทางการ เคียงคู่กับ OnePlus ที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว
เหตุผลเบื้องหลังการที่ OnePlus ควบรวมกิจการ realme ในครั้งนี้ค่อนข้างชัดเจน ได้แก่:
- ต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น: ราคาชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์และการขาดแคลนหน่วยความจำ (Memory Shortages)
- การแข่งขันที่ดุเดือด: แรงกดดันจากคู่แข่งรายใหญ่อย่าง Xiaomi และ Samsung ทำให้สภาพตลาดมีความตึงเครียดและทำกำไรได้ยากขึ้น
ด้วยการแชร์ทรัพยากรด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D), ฝ่ายจัดซื้อ, การจัดการซัพพลายเชน และทรัพยากรทางการตลาดบางส่วน เครือ BBK จะสามารถตัดลดต้นทุนที่ซ้ำซ้อน ช่วยให้การทำงานรวดเร็วคล่องตัวขึ้น และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองแบรนด์เอาไว้ได้ โดยที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละแบรนด์ไว้ได้เช่นเดิม
ปัจจุบัน OnePlus จะยังคงมุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้ใช้งานที่ต้องการประสิทธิภาพระดับพรีเมียม ในขณะที่ realme จะยังคงยึดมั่นในจุดยืนที่เน้นความคุ้มค่าและสเปกที่ดุดันในราคาเข้าถึงง่ายต่อไป
ที่มา : Smartprix









