เผยต้นทุนการผลิต iPhone 18 Pro พุ่งสูงขึ้น 40% อาจส่งผลให้ราคาขายแพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ก่อนหน้านี้มีข่าวลือหนาหูว่า iPhone 18 Pro อาจเผชิญปัญหาสินค้ามีจำนวนจำกัดในช่วงแรกของการวางจำหน่าย ซึ่งเป็นผลพวงมาจากวิกฤตการณ์ขาดแคลนชิปหน่วยความจำทั่วโลก ล่าสุด รายงานฉบับใหม่จาก TrendForce ได้ออกมาประเมินตัวเลขที่ชัดเจนขึ้นว่า ต้นทุนที่สูงขึ้นนี้จะส่งผลกระทบต่อราคาขายของ iPhone 18 Pro มากน้อยเพียงใด

ต้นทุนการผลิต (BOM) พุ่งปรี๊ด คาดราคาเริ่มต้นแตะ $1,399

ข้อมูลจาก TrendForce ระบุว่า ต้นทุนวัสดุและชิ้นส่วนประกอบ (Bill of Materials หรือ BOM) ของ iPhone 18 Pro คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นถึง 38% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยเฉพาะในรุ่นความจุเริ่มต้น 256GB

ด้วยต้นทุนที่พุ่งสูงขนาดนี้ TrendForce ให้ความเห็นว่าการปรับขึ้นราคาขายปลีกของ iPhone 18 Pro นั้นเป็นสิ่งที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” (Unavoidable) โดยตัวเลขการประเมินก่อนหน้านี้คาดการณ์ว่า iPhone 18 Pro รุ่นความจุเริ่มต้น 256GB อาจมีราคาสูงถึง $1,399 (หรือประมาณ 48,000 – 50,000 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยน)

ชิปหน่วยความจำ: ตัวการหลักที่ทำให้ต้นทุนบานปลาย

รายงานฉบับใหม่ยังเจาะลึกไปถึงต้นตอของปัญหา โดยระบุว่าชิ้นส่วนหน่วยความจำ (ทั้ง RAM และ ROM/Storage) ใน iPhone 18 Pro นั้นกินสัดส่วนต้นทุน (BOM) สูงถึง 34% ของต้นทุนทั้งหมด

สถานการณ์นี้ดูเหมือนจะยังไม่คลี่คลายในเร็ววัน เพราะคาดว่าสัดส่วนต้นทุนชิ้นส่วนนี้จะพุ่งทะยานไปถึง 42% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2027 ซึ่งถือว่าก้าวกระโดดอย่างมาก หากเทียบกับเมื่อปีที่แล้วที่ชิ้นส่วนเดียวกันนี้กินสัดส่วนต้นทุนของ iPhone 17 Pro เพียงแค่ 10% เท่านั้น

ข่าวดีเล็กๆ: Apple อาจยอมหั่นกำไรตัวเองเพื่อพยุงราคา

แม้แนวโน้มต้นทุนจะสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ แต่ TrendForce ยังมีมุมมองในเชิงบวก โดยเชื่อว่าทาง Apple อาจเลือกที่จะแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเอาไว้ส่วนหนึ่ง ด้วยการยอมลดอัตรากำไร (Profit Margins) ของตัวเองลง เพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกพุ่งสูงจนเกินไปและกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคนั่นเอง

รอติดตามกันต่อไปว่า เมื่อถึงกำหนดการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ Apple จะมีกลยุทธ์จัดการกับราคาของ iPhone 18 Pro อย่างไร

ที่มา : Gsmarena