ดีป้า เผยอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย ปี 2568 โตกระฉูด 22.66% มูลค่าทะลุ 3 ล้านล้านบาท กลุ่มบริการดิจิทัลแชมป์โตสูงสุด

ดีป้า ร่วมกับ สถาบันไอเอ็มซี เผยผลสำรวจข้อมูลและประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัล ประจำปี 2568 และคาดการณ์แนวโน้ม 3 ปี ระบุอุตสาหกรรมหลักทั้ง 5 กลุ่มขยายตัวพร้อมกันในรอบหลายปี มีมูลค่ารวมกว่า 3.87 ล้านล้านบาท ขยายตัว 22.66%

โดยอุตสาหกรรมบริการดิจิทัลขยายตัวสูงที่สุดที่ 28.04% ชี้ช่องว่างด้านกำลังคนดิจิทัลที่ไม่สอดคล้องกันระหว่างทักษะของบัณฑิตกับความต้องการของผู้ประกอบการถือเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไข

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เผยผลการสำรวจข้อมูลและประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย ประจำปี 2568 ใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ประกอบด้วย อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ (Software and Software Services) อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ (Hardware and Smart Devices)

อุตสาหกรรมบริการดิจิทัล (Digital Services) อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) และอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (Telecommunications) ซึ่งอุตสาหกรรมโทรคมนาคมดำเนินการสำรวจโดย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)

ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมดิจิทัล ปี 2568 ขยายตัวจากปีก่อนหน้า 22.66% มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 3,873,338 ล้านบาท โดยอุตสาหกรรมที่ขยายตัวสูงที่สุดคือ อุตสาหกรรมบริการดิจิทัล มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 28.04% มีมูลค่า 470,851 ล้านบาท

รองลงมาคือ อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ เติบโต 24.04% มีมูลค่า 2,288,581 ล้านบาท อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในรอบหลายปีที่ 16.08% มีมูลค่า 270,921 ล้านบาท อุตสาหกรรมโทรคมนาคม เติบโต 19.46% มีมูลค่า 789,568 ล้านบาท และอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ เติบโต 6.00% มีมูลค่า 53,417 ล้านบาท

ในส่วนของบุคลากรดิจิทัลในภาพรวมยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยการสำรวจพบว่า อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์มีบุคลากร 189,718 คน เพิ่มขึ้น 14.82% อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะมีบุคลากร 419,022 คน เพิ่มขึ้น 36.99% ซึ่งพลิกกลับจากที่หดตัวในปีก่อนหน้า

โดยการเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขยายกรอบประชากรการสำรวจให้ครอบคลุมหมวดธุรกิจการขายและบริการซ่อมคอมพิวเตอร์มากขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรมบริการดิจิทัลมีบุคลากร 92,342 คน เพิ่มขึ้น 7.15%

ทั้งนี้ การสำรวจยังพบว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่งผลต่อโครงสร้างการจ้างงานมากกว่าการลดจำนวน โดยกลุ่มงานที่ใช้ทักษะสูง อาทิ งานออกแบบระบบและงานที่ปรึกษายังขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่งานที่มีลักษณะเป็นกิจวัตรและงานประมวลผลพื้นฐานเริ่มชะลอตัว

อีกหนึ่งประเด็นที่ผลสำรวจปี 2568 ให้ความสำคัญคือ ช่องว่างด้านกำลังคนดิจิทัล โดยพบว่า อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์มีความต้องการบุคลากรเพิ่มเฉลี่ย 21,450 คนต่อปี ขณะที่มีผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้องเพียง 7,247 คน ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของความต้องการ

เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะที่ต้องการบุคลากรเพิ่มราว 72,700 คนต่อปี แต่มีผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้องเพียง 7,335 คน ส่วนอุตสาหกรรมบริการดิจิทัลมีจำนวนบัณฑิตสูงกว่าความต้องการเชิงปริมาณ

ดังนั้นประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ความสอดคล้องกันระหว่างทักษะของบัณฑิตกับความต้องการของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะทักษะด้าน AI และการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งถือเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไข

สำหรับคาดการณ์แนวโน้ม 3 ปี (2569 – 2571) พบว่า อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะจะมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดประมาณ 18–23% ต่อปี หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม 20.0% ต่อปี รองลงมาคือ อุตสาหกรรมบริการดิจิทัล ซึ่งจะเติบโตต่อเนื่อง 12–19% ต่อปี คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม 15.6% ต่อปี

อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์จะเติบโตประมาณ 9–12% ต่อปี คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม 10.8% ต่อปี ส่วนอุตสาหกรรมโทรคมนาคมมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นในปี 2570 ก่อนจะชะลอตัวลงเล็กน้อยในปี 2571 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม 3.5% ต่อปี อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์จะขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพและต่อเนื่องประมาณ 4.7–7.7% ต่อปี หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม 5.8% ต่อปี

ด้าน รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี และผู้จัดการโครงการฯ เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมบริการดิจิทัลไม่เพียงขยายตัวสูงที่สุดในปี 2568 แต่ยังเป็นปีแรกในรอบหลายปีที่บริการดิจิทัลเติบโตครบทั้ง 8 ประเภท

เนื่องจากมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของการค้าขายออนไลน์ในรูปแบบ Content Commerce ที่ผสานความบันเทิงเข้ากับการขายสินค้าผ่านวิดีโอและการถ่ายทอดสด ส่งผลให้บริการ e-Retail มีมูลค่า 190,799 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 62.93% คิดเป็น 71% ของมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของทั้งอุตสาหกรรม

รองลงมาคือ e-Logistics มูลค่า 116,084 ล้านบาท และ FinTech มูลค่า 62,895 ล้านบาท ขณะที่บริการที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดคือ EdTech ที่ 66.15% ตามด้วย e-Retail

ในส่วนของอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะเป็นช่วงวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลกด้วยแรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และศูนย์ข้อมูลทั่วโลก โดยมีมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 1,694,519 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 38.79% ส่วนการส่งออกคอมพิวเตอร์เติบโต 119.36% โดยมีอุปกรณ์ต่อพ่วงที่เติบโตสูงถึง 92.24% เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

เพราะได้รับอานิสงส์จากการเร่งคำสั่งซื้อก่อนมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาจะมีผลบังคับใช้ (Front-loading) ขณะที่มูลค่าการนำเข้าอยู่ที่ 594,062 ล้านบาท แม้ในภาพรวมจะลดลง 4.81% แต่การนำเข้าคอมพิวเตอร์ยังเติบโตสูงถึง 62.30% จากความต้องการเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์ประมวลผลรองรับระบบ AI

สำหรับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ ปี 2568 มีมูลค่ารวม 270,921 ล้านบาท เติบโต 16.08% แบ่งเป็น ซอฟต์แวร์มีมูลค่า 103,664 ล้านบาท เติบโต 17.63% ขณะที่บริการซอฟต์แวร์มีมูลค่า 167,257 ล้านบาท เติบโต 15.15% ทั้งนี้ ซอฟต์แวร์ที่ผลิตเพื่อใช้ในประเทศไทยมีมูลค่า 197,551 ล้านบาท เติบโต 14.31%

ขณะที่การส่งออกมีมูลค่า 2,769 ล้านบาท ขยายตัว 5.47% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 70,601 ล้านบาท ขยายตัว 21.86% สะท้อนให้เห็นถึงการพึ่งพาซอฟต์แวร์และบริการคลาวด์จากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากองค์กรไทยหลายแห่งก้าวข้ามช่วงการทดลองใช้งาน AI และบริการคลาวด์ไปสู่การใช้งานจริง ตลอดจนการเร่งลงทุนศูนย์ข้อมูลของผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลกในประเทศไทย