ในงาน Computex 2026 บริษัท Cadence (Nasdaq: CDNS) ประกาศเปิดตัว “วิศวกร AI เสมือนอัตโนมัติเต็มรูปแบบ” (Fully Autonomous Virtual Agentic AI Design Engineer) รายแรกของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมยกระดับแพลตฟอร์ม ChipStack™ AI Super Agent สู่ความสามารถระดับ Level-5
โดยพัฒนาบนพอร์ตโฟลิโอซอฟต์แวร์ออกแบบอิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติ (EDA) ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของ Cadence ผสานการทำงานร่วมกับโมเดล NVIDIA Nemotron และระบบรักษาความปลอดภัย NVIDIA OpenShell Runtime ช่วยให้ลูกค้าสามารถดำเนินการจำลองการทำงานแบบไดนามิกภายใต้เวิร์กโฟลว์อัตโนมัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยวิศวกรของ NVIDIA หลายพันคนซึ่งใช้ทรัพยากรประมวลผลรวมหลายพันล้านชั่วโมงต่อปีในการดำเนินการทดสอบหลายล้านครั้งเพื่อยืนยันความถูกต้องของการออกแบบชิป จะสามารถใช้ ChipStack Agent ร่วมกับโซลูชัน Cadence® Xcelium™ Logic Simulation และ Jasper® Formal Verification เพื่อรันการจำลองหลายร้อยครั้ง
ส่งผลให้กระบวนการตรวจสอบระดับ RTL มีความรวดเร็วเพิ่มขึ้นกว่า 40 เท่า และลดระยะเวลาการตรวจสอบที่เดิมใช้เวลาราว 5 สัปดาห์ให้เหลือน้อยกว่า 1 วัน ช่วยเร่งการตรวจสอบและพัฒนาการออกแบบเซมิคอนดักเตอร์ที่มีความซับซ้อนสูงได้อย่างก้าวกระโดด

พอล คันนิงแฮม (Paul Cunningham) รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจ System Verification Group ของ Cadence กล่าวว่า “เราเห็นลูกค้าของเรานำ AI มาใช้เพื่อช่วยให้วิศวกรผู้เชี่ยวชาญสามารถพัฒนาการออกแบบชิปที่มีความซับซ้อนมากขึ้นได้อย่างรวดเร็วและมั่นใจยิ่งขึ้น
โดย ChipStack AI Super Agent ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ยกระดับ AI จากการเป็นผู้ช่วยของวิศวกร สู่การเป็นวิศวกรเสมือนอัตโนมัติที่สามารถดำเนินงานด้านการออกแบบและการตรวจสอบได้จริง บนพื้นฐานของเอนจินที่มีความแม่นยำระดับ Signoff และทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัยและการกำกับดูแลที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถเร่งสร้างสรรค์นวัตกรรมได้อย่างรวดเร็วและมั่นใจมากยิ่งขึ้น”
จาก AI ผู้ช่วย สู่ยุคใหม่ของวิศวกรเสมือนอัตโนมัติ
ChipStack AI Super Agent ได้รับการยกระดับสู่ความสามารถระดับ Level-5 Autonomy ซึ่งสามารถดำเนินกระบวนการออกแบบและตรวจสอบชิปที่มีความซับซ้อนได้โดยอัตโนมัติ ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้วิศวกรสามารถเข้ามาตรวจสอบ ให้คำแนะนำ และทำงานร่วมกับระบบได้ตามความต้องการ โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวรองรับการเชื่อมต่อกับสภาพแวดล้อมการทำงานแบบ Collaborative รวมถึงสามารถทำงานร่วมกับเครื่องมือต่าง ๆ เช่น Codex และ Claude Code เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงานของระบบอัตโนมัติ ช่วยให้ทีมงานสามารถติดตามความคืบหน้าและกระบวนการตัดสินใจของ AI ได้อย่างใกล้ชิด
แตกต่างจากระบบ AI ที่ต้องอาศัยการป้อนคำสั่งทีละขั้นตอน ChipStack AI Super Agent สามารถประเมินผลลัพธ์ระหว่างกระบวนการ กำหนดขั้นตอนถัดไป และปรับปรุงการทำงานอย่างต่อเนื่องได้ด้วยตนเอง ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อกำหนด การสร้าง RTL การวางแผนการตรวจสอบ การวิเคราะห์เชิงรูปแบบ การจำลอง การดีบัก ไปจนถึงการปรับแต่งการออกแบบให้สมบูรณ์ ส่งผลให้บทบาทของวิศวกรเปลี่ยนจากการลงมือปฏิบัติในแต่ละขั้นตอน ไปสู่การกำกับดูแลผลลัพธ์และกำหนดทิศทางการทำงาน ขณะที่เวิร์กโฟลว์การตรวจสอบแบบอัตโนมัติสามารถลดระยะเวลาการตรวจสอบที่เคยใช้เวลาหลายสัปดาห์ให้เหลือน้อยกว่า 1 วันในกระบวนการพัฒนาชิประดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม
แม่นยำระดับวิศวกรรม พร้อมความปลอดภัยสำหรับการใช้งานในระดับการผลิต
อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของ Cadence คือการผสานการทำงานของระบบ AI อัตโนมัติเข้ากับเอนจินการออกแบบและการตรวจสอบที่อ้างอิงหลักฟิสิกส์ของบริษัทอย่างใกล้ชิด ทำให้การตัดสินใจของ AI ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแบบจำลองการคำนวณที่ได้รับการพิสูจน์แล้วและผลลัพธ์ที่มีความแม่นยำระดับ Signoff ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นสำหรับการพัฒนาระบบที่มีความสำคัญสูง ขณะเดียวกัน ChipStack AI Super Agent ยังทำงานภายใต้ NVIDIA OpenShell Runtime ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมแบบ Sandbox สำหรับ AI Agent ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานจริง โดยมีระบบกำกับดูแลและปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาที่สำคัญผ่านนโยบายด้านความปลอดภัย การแยกสภาพแวดล้อมการทำงาน และการควบคุมการเข้าถึงเครื่องมือ โครงสร้างพื้นฐาน และข้อมูลการออกแบบ ส่งผลให้การทำงานร่วมกันระหว่างเอนจินที่อ้างอิงหลักฟิสิกส์ของ Cadence และสถาปัตยกรรมความปลอดภัยของ OpenShell ช่วยปูทางสู่การนำระบบอัตโนมัติมาใช้งานในระดับการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทิโมธี คอสตา (Timothy Costa) รองประธานและผู้จัดการทั่วไปฝ่าย Computational Engineering ของ NVIDIA กล่าวว่า “ในขณะที่การออกแบบเซมิคอนดักเตอร์มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น ทีมวิศวกรรมจำเป็นต้องมี AI Agent ที่สามารถเร่งกระบวนการตรวจสอบได้โดยไม่ลดทอนความปลอดภัย การควบคุม และความน่าเชื่อถือ การผสาน ChipStack AI Super Agent ของ Cadence เข้ากับ NVIDIA OpenShell
และขับเคลื่อนด้วยโมเดล Nemotron จะช่วยนำความสามารถด้าน Autonomous AI ที่มีการกำกับดูแลมาใช้กับเวิร์กโฟลว์การออกแบบชิปได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมช่วยให้ลูกค้าสามารถพัฒนาและตรวจสอบเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงได้รวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น”
ก้าวสู่ยุคใหม่ของ Agentic AI
การประกาศครั้งนี้สะท้อนถึงความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของ Cadence ในการพัฒนาเทคโนโลยี Agentic AI ร่วมกับ NVIDIA โดยหลังจากเข้าซื้อกิจการ ChipStack ในเดือนพฤศจิกายน 2568 บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์แรกในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ก่อนต่อยอดสู่พอร์ตโฟลิโอ AI Super Agent ภายในงาน CadenceLIVE เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
ซึ่งประกอบด้วย ViraStack AI Super Agent สำหรับการออกแบบวงจรแบบคัสตอมและอะนาล็อก, InnoStack AI Super Agent สำหรับการออกแบบดิจิทัลและกระบวนการ Signoff และ Cadence AgentStack ซึ่งทำหน้าที่เป็นเฟรมเวิร์กสำหรับบริหารจัดการและประสานการทำงานของ Agentic Workflow ตลอดกระบวนการออกแบบชิป
โดยล่าสุด Cadence ได้ขยายขีดความสามารถดังกล่าวไปสู่การทำงานแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ (Full Autonomy) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ในยุค AI ให้ก้าวไปอีกขั้น
การวางจำหน่าย
ความสามารถด้านการทำงานอัตโนมัติระดับ Level-5 ของ ChipStack AI Super Agent รวมถึงเฟรมเวิร์ก AgentStack สำหรับบริหารจัดการและประสานการทำงานของ Agentic Workflow คาดว่าจะพร้อมเปิดให้ลูกค้ากลุ่ม Early Access ได้เริ่มใช้งานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569









