vivo X300 Ultra เปิดตัวอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อย! โดยยังคงสานต่อความยอดเยี่ยมของซีรีส์นี้ และไม่ได้ทิ้งแก่นสเปคระดับท็อปจากรุ่นก่อนหน้า สิ่งที่น่าสนใจคือระบบกล้องที่ได้รับการอัปเกรดให้ดีขึ้นทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ แต่ยังคงใช้ชุดเลนส์คุณภาพสูงในระยะ 14mm + 35mm + 85mm เช่นเดิม
อัปเกรดกล้อง Ultrawide และเลนส์ซูม 85mm สุดล้ำ

จากที่รุ่นก่อนหน้าอย่าง X200 Ultra เคยนำเสนอเซนเซอร์ขนาดใหญ่ 1/1.28 นิ้ว สำหรับกล้อง Ultrawide 14mm ดูเหมือนว่า vivo X300 Ultra จะยังคงใช้เซนเซอร์ตัวนี้สำหรับปี 2026 ส่วนเลนส์ซูม 85mm แม้สเปคตัวเลข 200MP ขนาด 1/1.4 นิ้ว จะฟังดูคุ้นเคย แต่ครั้งนี้ได้เปลี่ยนมาใช้เซนเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Samsung ISOCELL HP0 ซึ่งมาพร้อมการอัปเกรดดังนี้:

- ออโต้โฟกัสไวขึ้น 2 เท่า (vivo เคลมว่าอัปเดต AF ถึง 60 ครั้งต่อวินาที)
- ประหยัดพลังงานมากขึ้น
- ระบบกันสั่นระดับกิมบอล (Gimbal-Grade OIS 3 องศา) ซึ่ง vivo ระบุว่าสามารถทำมาตรฐานการกันสั่นได้ถึงระดับ CIPA 7.0
อย่างไรก็ตาม รูรับแสงของเลนส์ซูม 85mm รุ่นใหม่นี้อยู่ที่ f/2.67 ซึ่งรับแสงได้น้อยกว่า f/2.27 ในรุ่นก่อนหน้าเล็กน้อย
กล้องหลัก 35mm เซนเซอร์ใหญ่ทะลุขีดจำกัด

ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่กล้องหลัก ซึ่งยังคงใช้ระยะโฟกัส 35mm สไตล์คลาสสิก แต่เปลี่ยนมาใช้เซนเซอร์ขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 1/1.12 นิ้ว ความละเอียด 200MP จาก Sony Lytia 901 (เทียบกับรุ่นก่อนที่ใช้ 1/1.28 นิ้ว 50MP) ซึ่งถือว่ามีขนาด “เกือบ 1 นิ้ว” และมีความละเอียดเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า!
นอกจากตัวเซนเซอร์แล้ว ตัวเลนส์ยังใช้เทคโนโลยีการเคลือบแบบ 1G+6P ชั้นนำของอุตสาหกรรม ซึ่ง vivo เคลมว่าช่วยลดแสงสะท้อนได้ถึง 20% พร้อมมาตรฐานกันสั่นระดับมืออาชีพ CIPA 6.5 โดยเลนส์ 35mm นี้มีรูรับแสงกว้าง f/1.85 (แคบกว่ารุ่นก่อนที่ f/1.69 เล็กน้อย)
เสริมทัพด้วยอุปกรณ์เสริมเพื่อการถ่ายภาพระดับโปร

เพื่อดึงศักยภาพเลนส์ซูม 200MP ของ vivo X300 Ultra ออกมาให้ถึงขีดสุด vivo ได้เปิดตัว Teleconverter (เลนส์แปลง) ใหม่ 2 รุ่น ได้แก่:
- “Cannon 400” – Teleconverter 400mm ซูม 17.4x
- “Lipstick 200” – รุ่นขนาดเล็ก 200mm ซูม 8.7x
นอกจากนี้ยังมีชุดอุปกรณ์เสริมการถ่ายภาพแบบใหม่ที่เรียกว่า vivo Imaging Grip Kit เพื่อมอบประสบการณ์การจับถือแบบกล้องดิจิทัลอย่างแท้จริง
ยกระดับงานวิดีโอและระบบสี (Color Science) ใหม่ล่าสุด
![]() | ![]() | ![]() |
X300 Ultra ไม่ได้มีดีแค่ภาพนิ่ง แต่ยังอัดแน่นด้วยฟีเจอร์สำหรับสายวิดีโอ:
- ระบบกันสั่น OIS เต็มรูปแบบในทุกระยะโฟกัส (เลนส์ Telephoto มีระบบกันสั่นดีที่สุด)
- รองรับการนำเข้าไฟล์ 3D LUT
- รองรับการถ่ายวิดีโอ Multi-focal 4K 120fps 10-bit Log โดยไฟล์ Log ของ vivo สามารถใช้งานร่วมกับเวิร์กโฟลว์หลังการถ่ายทำระดับโปรอย่าง ACES ได้

vivo ยังได้พัฒนาแอป Photography App ตัวใหม่ที่มาพร้อมคลัง 3D LUT สำหรับสไตล์สีที่หลากหลาย และรองรับระบบสี Multi-Focal 4K Master Color Video ที่พัฒนาขึ้นเอง
ระบบสี (Color Science) แบบใหม่ของ vivo ทำงานโดยดึงข้อมูลจากเลนส์ True Color 50MP ที่มีช่องสัญญาณสเปกตรัมถึง 12 ช่อง ช่วยให้ได้ความแม่นยำของสีในระดับพิกเซล นอกจากนี้ยังมีอัลกอริทึม Smooth EV Dynamic Compression ที่อ่านข้อมูล HDR หลายเฟรมอย่างชาญฉลาด เพื่อรักษารายละเอียดในส่วนไฮไลต์และโทนสี ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งผลลัพธ์ให้เป็นโทนภาพยนตร์ โทนสีสดใส หรือสไตล์อื่นๆ ได้ตามต้องการ
สเปคหน้าจอ ชิปเซ็ต และแบตเตอรี่สุดทรงพลัง

ในด้านดีไซน์ vivo X300 Ultra ยังคงมีกลิ่นอายคล้ายรุ่นก่อนหน้า หน้าจอแสดงผลเป็นแบบ Ultra XDR AMOLED ขนาด 6.82 นิ้ว ความละเอียด 3168x1440p พร้อมอัตรารีเฟรชเรทที่ลื่นไหล 1-144Hz ส่วนขอบด้านข้างตัวเครื่องได้ตัดปุ่มกล้องแบบ Capacitive ออกไปเพื่อให้ดีไซน์ดูคลีนยิ่งขึ้น
สเปคเครื่องระดับท็อป:
- ชิปเซ็ต: Snapdragon 8 Elite Gen 5 ล่าสุด
- RAM: 12GB หรือ 16GB
- แบตเตอรี่: ความจุ 6,600mAh
- ระบบชาร์จ: ชาร์จไวผ่านสาย 100W และชาร์จไร้สาย 40W FlashCharge
การวางจำหน่าย

ข่าวดีสำหรับแฟน ๆ สมาร์ตโฟนระดับโลก! vivo X300 Ultra จะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศจีนก่อน และจะ บุกตลาด Global อย่างเป็นทางการ (ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของรุ่น Ultra) โดยตัวเครื่องมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีเขียว (Green), สีเงิน (Silver) และ สีดำ (Black)
รุ่นความจุที่มีให้เลือก:
- RAM 12GB + 256GB ราคา 6,999 หยวน (ประมาณ 33,300 บาท)
- RAM 12GB + 512GB ราคา 7,499 หยวน (ประมาณ 35,700 บาท)
- RAM 16GB + 512GB ราคา 7,999 หยวน (ประมาณ 38,100 บาท)
- RAM 16GB + 1TB (Satellite Edition – รองรับดาวเทียม) ราคา 8,999 หยวน (ประมาณ 42,800 บาท)
- RAM 16GB + 1TB (Satellite Edition) + Photographer Kit (ชุดอุปกรณ์ถ่ายภาพ) ราคา 11,999 หยวน (ประมาณ 57,100 บาท)
กำหนดการสั่งซื้อและวันวางจำหน่าย

vivo X300 Ultra เปิดให้สั่งจองล่วงหน้า (Pre-order) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศจีน ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน เป็นต้นไป ส่วนกำหนดการเข้าไทยคงต้องรอติดตามประกาศจากทาง vivo Thailand กันอีกครั้ง แต่แฟน ๆ ที่รอสัมผัสประสบการณ์กล้องระดับโปร เตรียมเก็บเงินรอกันไว้ได้เลย!
ที่มา : Gsmarena












