แม้ว่า Samsung จะเริ่มนำเทคโนโลยีสื่อสารผ่านดาวเทียมมาใช้ในสมาร์ทโฟนบางรุ่นก่อนหน้านี้ แต่สำหรับเรือธงรุ่นล่าสุดอย่าง Galaxy S26 Series กลับไม่มีการกล่าวถึงในช่วงเปิดตัวอย่างชัดเจนนัก ล่าสุด Samsung ได้ออกมาขจัดข้อสงสัยโดยยืนยันว่า Galaxy S26, Galaxy S26+ และ Galaxy S26 Ultra จะรองรับระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมอย่างเต็มรูปแบบ
ยกระดับความปลอดภัย เชื่อมต่อได้ทุกที่ทุกเวลา

Samsung ระบุว่าการขยายขอบเขตการรองรับดาวเทียมมาสู่ Galaxy S26 Series สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้งาน และมอบประสบการณ์การเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อ
ระบบนี้จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถ รับ-ส่งข้อความ (Messaging), ใช้งานบริการข้อมูล (Data Services) รวมถึง ขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน (Emergency Assistance) ได้ในพื้นที่ที่สัญญาณเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ปกติเข้าไม่ถึง
“เรามุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก เมื่อการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมกลายเป็นส่วนสำคัญของวงการมือถือ เราจึงต้องการให้ผู้ใช้ Galaxy มั่นใจว่าจะสามารถสื่อสารได้เสมอ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่จำเป็นที่สุด” — Won-Joon Choi ประธานและหัวหน้าฝ่าย R&D ของ Samsung Electronics กล่าว
เจาะลึกความร่วมมือกับค่ายมือถือทั่วโลก
เพื่อให้ระบบใช้งานได้จริง Samsung ได้จับมือกับผู้ให้บริการเครือข่ายในหลายภูมิภาค ดังนี้:
| ภูมิภาค | พันธมิตรทางเครือข่าย | บริการที่รองรับ |
| อเมริกา (USA) | Verizon, AT&T, T-Mobile | eSOS, ส่งข้อความ และ Data (เฉพาะรุ่นที่กำหนด) |
| ยุโรป | Virgin Media O2, Vodafone, MasOrange | การสื่อสารผ่านดาวเทียม (เริ่มทดสอบในสเปน มี.ค. นี้) |
| ญี่ปุ่น | KDDI, SoftBank, Docomo, Rakuten | ข้อความ, Data และระบบแจ้งเตือนสึนามิ/แผ่นดินไหว (ETWS) |
สำหรับในสหรัฐอเมริกา ผู้ใช้ Galaxy S26 ทุกรุ่นที่ใช้เครือข่าย Verizon จะสามารถใช้งาน eSOS และบริการส่งข้อความได้ทันที ขณะที่ในญี่ปุ่น ความร่วมมือกับ KDDI จะรวมถึงระบบเตือนภัยพิบัติล่วงหน้า ซึ่งครอบคลุมไปถึงมือถือรุ่นก่อนหน้าอย่าง Galaxy S22 และ Galaxy A Series บางรุ่นด้วย
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ Samsung ในการไล่กวดคู่แข่งในตลาดสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียม โดยชูจุดเด่นเรื่องความปลอดภัยและการสื่อสารไร้พรมแดนเป็นหัวใจหลัก
ที่มา : Gsmarena









