รีวิว REDMI Note 15 Pro 5G และ REDMI Note 15 Pro+ 5G สมาร์ตโฟนพันธุ์อึด แบตยักษ์ 6580mAh สเปกแรง แกร่งแบบ Titan

เทรนด์สมาร์ตโฟนในปัจจุบัน นอกจากผู้ซื้อจะมองหาอุปกรณ์ที่มีความคุ้มค่า คุ้มราคาต่อสเปกที่ได้แล้ว ผู้ใช้ยังมองหาอุปกรณ์ที่คงทน สามารถใช้งานได้ยาวนาน ทั้งในแง่ของแบตเตอรี่ที่ทนทาน ใช้งานได้นานตลอดวันโดยไม่ต้องชาร์จหลายครั้ง

รวมไปถึงความทนทานในด้านของความสมบุกสมบัน สามารถรองรับการใช้งานในสภาวะที่ยากลำบากได้อย่างดีเยี่ยม วันนี้ทีมงาน MobileOcta มีโอกาสได้สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่จากแบรนด์ลูกของ Xiaomi คือ REDMI Note 15 Pro 5G และ REDMI Note 15 Pro+ 5G มารีวิวเจาะลึกให้เพื่อน ๆ ได้ติดตามกันครับ

จุดเด่นสำคัญของทั้งสองรุ่น คือเป็นสมาร์ตโฟนที่มีพลังงานสูงมาก โดยให้แบตเตอรี่มาเยอะถึง 6580mAh สำหรับ REDMI Note 15 Pro 5G และ 6500mAh สำหรับ REDMI Note 15 Pro+ 5G แถมรุ่นหลังนี้ยังรองรับการชาร์จเร็ว 100W HyperCharge ที่รวดเร็ว นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังมาพร้อมกับกล้องตัวใหม่ความละเอียดสูงถึง 200MP ultimate-clarity camera 

ที่สำคัญ REDMI Note 15 Pro Series ถูกออกแบบภายใต้มาตรฐาน REDMI Titan Durability ที่ผสานความทนทานในหลายมิติเข้าด้วยกันอย่างลงตัว มีโครงสร้างที่เน้นความแข็งแกร่งรอบด้าน เพื่อให้ได้ดีไซน์ที่สวยงามแต่แฝงไปด้วยความทนทานอย่างแท้จริง

ตัวเครื่องมาพร้อมคุณสมบัติเด่นทั้ง การป้องกันการตกกระแทก และ การป้องกันฝุ่นและน้ำ ที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยมอบความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้งานในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าคุณจะต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ท้าทายเพียงใด สมาร์ตโฟนรุ่นนี้ก็พร้อมจะเคียงข้างและใช้งานได้อย่างยาวนาน

แต่การใช้งานจริงของทั้งสองรุ่นจะมีข้อดีหรือข้อสังเกตอย่างไรบ้างนั้น พวกเราจะเล่าให้ฟัง ไปติดตามกันเลยครับ

สเปกเบื้องต้น REDMI Note 15 Pro 5G

ขนาด163.61 x 78.09 x 7.96 มม.
น้ำหนัก210 กรัม
หน้าจอAMOLED Display ความละเอียด 1.5K – 2772 x 1280 พิกเซล ขนาด 6.83 นิ้ว ความลึกสี 12-bit โดยมีอัตรารีเฟรชเรทสูงสุด 120Hz และอัตราสุ่มตัวอย่างแบบสัมผัสสูงสุด 480Hz, อัตราคอนทราสต์ 8,000,000:1, ช่วงสี DCI-P3, ความสว่างสูงสุด 3,200 nits, ครอบทับด้วยกระจกกันรอย Corning®Gorilla®Glass VIctus 2, HDR10+, Dolby Vision, 3840Hz PWM Dimming, TUV Rheinland Low Blue Light (Hardware Solution) Certified, TUV Rheinland Circadian Friendly Certified, รองรับการกันน้ำ IP66/IP68/IP69/IP69K
หน่วยประมวลผลใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.6GHz โดยใช้ชิปเซ็ท MediaTek Dimensity 7400-Ultra (4nm), หน่วยประมวลผลกราฟิก GPU Mali-G615
RAM8GB/12GB แบบ LPDDR4X
หน่วยความจำภายในเครื่อง256GB/512GB แบบ UFS 2.2
microSD Cardไม่รองรับ
ระบบปฏิบัติการXiaomi HyperOS based on Android 15
เชื่อมต่อWi-Fi 6, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspotBluetooth 5.4, A2DP, LE, NFCGPS with with A-GPS. Up to tri-band: GPS: L1 |GLONASS: G1 | Compass: B1 | Galileo E1พอร์ต USB Type-C 2.0, USB On-The-Goพอร์ต IR Blaster
กล้องถ่ายภาพกล้องหลัง 2 เลนส์ AI Camera พร้อมไฟแฟลช LED– กล้องหลักความละเอียด 200 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7, เซนเซอร์ 1/1.4”, 2.24μm 16-in-1 Pixel Binning, 7P lens– กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 
กล้องหน้าความละเอียด 20 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
รองรับระบบDual Slot  แบบ 2 ซิม ชนิดนาโนซิม2G: GSM: 2/3/5/83G: WCDMA:1/2/4/5/6/8/194G: LTE FDD:1/2/3/4/5/7/8/12/13/17/18/19/20/26/28/32/66/71 4G: LTE TDD:38/40/41/42/48 5G: n1/2/3/5/7/8/12/20/26/28/38/40/41/48/66/71/77/78 
แบตเตอรี่6580mAh รองรับระบบชาร์จเร็ว 45W, 22.5W reverse charging
สีTitanium Color, Mist Purple, และ Black 
ราคา8GB+256GB ราคา 9,999 บาท
12GB+512GB ราคา 12,990 บาท

สเปกเบื้องต้น REDMI Note 15 Pro+ 5G

ขนาด163.34 x 78.31 x 8.47 มม. (Mocha Brown)163.34 x 78.31 x 8.19 มม. (Black, Glacier Blue)
น้ำหนัก208 กรัม (Mocha Brown)207.1 กรัม (Blach, Glacier Blue)
หน้าจอCrystalRes AMOLED Display ความละเอียด 1.5K, 2772 x 1280 พิกเซล ขนาด 6.83 นิ้ว ความลึกสี 12-bit อัตรารีเฟรชเรทสูงสุด 120Hz และอัตราสุ่มตัวอย่างแบบสัมผัสสูงสุด 480Hz, อัตราคอนทราสต์ 8,000,000:1, ช่วงสี DCI-P3, ความสว่างสูงสุด 3,200 nits, ครอบทับด้วยกระจกกันรอย Corning®Gorilla®Glass Victus 2, HDR10+, Dolby Vision, 3840Hz PWM Dimming, TUV Rheinland Low Blue Light (Hardware Solution) Certified, TUV Rheinland Circadian Friendly Certified, รองรับการกันน้ำ IP66/IP68/IP69/IP69K
หน่วยประมวลผลใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.7GHz โดยใช้ชิปเซ็ท Qualcomm Snapdragon 7s Gen 4 (4 nm), หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 
RAM12GB แบบ LPDDR4X
หน่วยความจำภายในเครื่อง512GB แบบ UFS 2.2
microSD Cardไม่รองรับ
ระบบปฏิบัติการXiaomi HyperOS based on Android 15
เชื่อมต่อWi-Fi 6E, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspotBluetooth 5.4, A2DP, LE, NFCGPS with with A-GPS. Up to tri-band: GPS: L1 |GLONASS: G1 | Compass: B1 | Galileo E1พอร์ต USB Type-C 2.0, USB On-The-Goพอร์ต IR Blaster
กล้องถ่ายภาพกล้องหลัง 2 เลนส์ AI Camera พร้อมไฟแฟลชคู่ Dual LED– กล้องหลักความละเอียด 200 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7, 2.24μm 16-in-1 pixel binning, 1/1.4″ sensor size, 7P lens– กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 
กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
รองรับระบบDual Slot  แบบ 2 ซิม ชนิดนาโนซิม2G: GSM: 2/3/5/8 3G: WCDMA:1/2/4/5/8/194G: LTE FDD:1/2/3/4/5/7/8/12/13/17/18/19/20/26/28/32/66/71 4G: LTE TDD:38/40/41/42/48 5G: n1/2/3/5/7/8/12/20/26/28/38/40/41/48/66/71/77/78 
*การเชื่อมต่อ 5G อาจแตกต่างกันไปตามความพร้อมให้บริการในภูมิภาคและการสนับสนุนของผู้ให้บริการในพื้นที่
แบตเตอรี่6500mAh รองรับระบบชาร์จเร็ว 100W22.5W reverse charging
สีMocha Brown, Glacier Blue, และ Black
ราคา14,990 บาท

บรรจุภัณฑ์ / อุปกรณ์ภายในกล่อง

กล่องบรรจุภัณฑ์ของ REDMI Note 15 Pro 5G และ REDMI Note 15 Pro+ 5G เป็นกล่องกระดาษแข็งสีขาว ด้านหน้ากล่องมีชื่อรุ่น ด้านล่างมีฟีเจอร์เด่นของรุ่น และมุมขวาด้านบนมีโลโก้ Xiaomi

ขณะที่ด้านข้างกล่องของ REDMI Note 15 Pro 5G และ REDMI Note 15 Pro+ 5G ก็สลักชื่อรุ่น พร้อมข้อความที่ระบุว่ารองรับ Google Apps อย่างเต็มรูปแบบ

และด้านท้ายกล่องของทั้ง 2 กล่องแสดงข้อมูลชื่อรุ่น, สีตัวเครื่อง, หน่วยความจำ, เลข Serial Number, เลข EMEI, ข้อมูลการผลิต และวันเดือนปีที่ผลิต

ส่วนอุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง REDMI Note 15 Pro 5G และ REDMI Note 15 Pro+ 5G พร้อมติดฟิลม์กันรอยมาให้เรียบร้อย
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิมการ์ด
  • อแดปเตอร์ชาร์จเร็ว
    • 100W สำหรับรุ่น REDMI Note 15 Pro+ 5G 
    • 45W สำหรับรุ่น REDMI Note 15 Pro 5G 
  • สายดาต้าลิงค์แบบ USC Type-C
  • เคสซิลิโคนสีเทาดำ
  • คู่มือการใช้งานฉบับย่อ, เอกสารความปลอดภัย และบัตรรับประกันสินค้า

อแดปเตอร์ชาร์จเร็วของ REDMI Note 15 Pro 5G จะมีความเร็ว 45W และ REDMI Note 15 Pro+ 5G มีความเร็ว 100W

รูปลักษณ์ดีไซน์ / การออกแบบ

REDMI Note 15 Pro+ 5G มาพร้อมดีไซน์การออกแบบที่ดูสวยหรูพรีเมียม ผิวสัมผัสมีลักษณะเป็นแบบด้านให้ความรู้สึกที่ดีเมื่อสัมผัส โดยในรุ่น Pro+ นี้จะมีกรอบตัวเครื่องที่โค้งมนมากกว่า ทำให้จับถือได้กระชับมือมากกว่าเล็กน้อย โดยตัวเครื่องที่เรารีวิวมีขนาด 163.34 x 78.31 x 8.19 มม. และน้ำหนัก 207.1 กรัม ตัวเลือกสีมีให้เลือกคือ Mocha Brown, Glacier Blue, และ Black (รุ่นที่เรารีวิว)

ในส่วนของ REDMI Note 15 Pro 5G จะใช้ดีไซน์เรียบหรูพรีเมียมสไตล์เดียวกัน โดยที่บริเวณกรอบเครื่องจะมีความเหลี่ยมมากกว่า ซึ่งมีขนาด 163.61 x 78.09 x 7.96 มม. และน้ำหนัก 210 กรัม ตัวเลือกสีมีให้เลือกคือ Titanium Color (รุ่นที่เรารีวิว), Mist Purple, และ Black

ดีไซน์และขนาดของทั้งคู่มีความใกล้เคียงกัน แต่อย่างไรก็ตาม เคสของทั้งสองเครื่องนั้น แม้ว่าจะสามารถใส่สลับกันได้ แต่บริเวณเกาะกล้องของทั้งคู่นั้นจะมีตำแหน่งแตกต่างกันเล็กน้อย ทำให้เคสจะไม่แนบสนิทกับตัวเครื่องเมื่อสลับกัน ดังนั้นหากต้องการซื้อเคสเสริม อาจจะต้องดูรุ่นให้ดีครับ เพราะชื่อรุ่นจะแตกต่างกันแค่เครื่องหมาย “+” เพียงตัวเดียวเท่านั้น

นอกจากนี้ ความแตกต่างด้านการออกแบบที่พอสังเกตเห็นได้ชัดเจน คือบริเวณเกาะกล้องที่จะมีดีไซน์ที่ต่างกันเล็กน้อยตามภาพเลยครับ โดยการออกแบบด้านหลังจะค่อนข้างใกล้เคียงมาก เป็นเกาะกล้องขนาดใหญ่ มีช่องกล้อง 4 วง โดยมีกล้องจริง 2 วง ส่วนตัวที่ 3 จะเป็นไฟแฟลช และวงที่ 4 จะเป็นวงตกแต่งเท่านั้น และตรงกลางเกาะกล้องจะมีตัวอักษร 200MP OIS Camera เหมือนกัน ซึ่งหมายถึงระบบกล้องของทั้งคู่จะมีระบบกันสั่น OIS หรือกันสั่นด้วยเลนส์ที่ช่วยเพิ่มความคมชัดของภาพมากขึ้น ซึ่งเราจะกล่าวถึงในส่วนของการถ่ายภาพต่อไป

บริเวณด้านหน้าของทั้งสองเครื่องจะมาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ขึ้นจากเดิม 6.67 นิ้ว เป็น 6.83 นิ้ว และเพิ่มความละเอียดจากเดิม Full HD เพิ่มเป็น 1.5K ช่วยให้ผู้ใช้สามารถดื่มด่ำกับคอนเท้นต์บนหน้าจอได้เต็มตาและคมชัดมากยิ่งขึ้น โดยหน้าจอยังเป็นหน้าจอ AMOLED สีสัน 12-bit ที่สีสันสดใสสวยงาม

การแสดงผลบนหน้าจอนี้ยังน่าประทับใจที่ความสว่างสูงสุดของทั้งคู่ถูกเพิ่มขึ้นเป็นสูงสุด 3,200 nits อัตราสุ่มตัวอย่างแบบสัมผัสสูงสุด 480Hz, และอัตราคอนทราสต์ 8,000,000:1 ซึ่งถือว่าอัปเกรดจากรุ่นก่อนหน้าอีกด้วย

กล้องหน้าของรุ่นนี้จะใช้ดีไซน์แบบ Punch-Hole อยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางของหน้าจอด้านบนครับ โดยกล้องของ REDMI Note 15 Pro+ 5G จะมีความละเอียดที่ 32MP และ REDMI Note 15 Pro 5G มีความละเอียด 20MP 

โดยกล้อง 2 ตัวของ REDMI Note 15 Pro+ 5G ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 200 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7, 2.24μm 16-in-1 pixel binning, 1/1.4″ sensor size, 7P lens, ระบบกันสั่น OIS
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 

ในขณะที่กล้อง 2 ตัวของ REDMI Note 15 Pro 5G ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 200 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7, 2.24μm 16-in-1 pixel binning, 1/1.4″ sensor size, 7P lens, ระบบกันสั่น OIS
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 

ส่วนด้านข้างขวาของตัวเครื่อง REDMI Note 15 Pro+ 5G และ REDMI Note 15 Pro 5G จะมีปุ่มกดที่วางอยู่ตำแหน่งเหมือนกัน เริ่มจากด้านขวาข้างเครื่องมีปุ่มปรับเพิ่มลดระดับเสียง กับปุ่มเปิด/ปิดเครื่อง ซึ่งในเวอร์ชั่นใหม่นี้ทั้งคู่ถูกอัปเกรดการสแกนลายนิ้วมือใหม่ จากเดิมที่ใช้การสแกนที่ปุ่ม Power จะเปลี่ยนเป็นการสแกนบนหน้าจอแทน ทำให้เพิ่มความพรีเมียมมากขึ้น

ในขณะที่ด้านซ้ายจะไม่มีอะไรเลย แต่มุมนี้เราจะได้เห็นว่าบริเวณขอบเครื่องของ REDMI Note 15 Pro+ 5G จะมีดีไซน์โค้งมนมากกว่า REDMI Note 15 Pro 5G

ด้านล่างจะมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ด ไมค์ พอร์ต USB-C และลำโพงภายนอก ซึ่งในปีนี้ทั้งคู่จะไม่รองรับ microSD Card นะครับ แต่จะเป็นการเพิ่มหน่วยความจำภายในขึ้น 2 เท่า เริ่มต้นที่ 256GB จากเดิม 128GB ทำให้ผู้รีวิวรู้สึกว่าคุ้มค่ามากกว่าเดิม โดยซิมการ์ดของทั้งคู่จะเป็นแบบ nanoSIM + nanoSIM นั่นเอง 

ด้านบนเครื่องของทั้งคู่มีช่องไมโครโฟนตัดเสียง, และเซ็นเซอร์ IR Blaster ส่วนช่องหูฟัง 3.5 มม. นั้นถูกตัดออกไป

REDMI Note 15 Pro Series ทั้งสองรุ่นยังถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานยุคใหม่ที่มองหาความคุ้มค่าควบคู่ไปกับความแข็งแกร่งอย่างเหนือชั้น ภายใต้มาตรฐาน REDMI Titan Durability ที่เสริมพลังการปกป้องรอบด้านด้วยกระจกนิรภัยระดับเรือธงอย่าง Corning Gorilla Glass Victus 2 ผสานเข้ากับโครงสร้างดูดซับแรงกระแทกนวัตกรรมใหม่ถึง 7 ชั้น ทำให้ตัวเครื่องมีความทนทานต่อการตกจากความสูงได้ถึง 2.5 เมตร

นอกจากนี้ ยังสร้างบรรทัดฐานใหม่ในด้านการป้องกันน้ำและฝุ่นด้วยมาตรฐานสูงสุดถึง IP66/68/69/69K รองรับการใช้งานในทุกสภาวะอย่างมั่นใจ พร้อมยกระดับประสบการณ์การใช้งานหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.83 นิ้ว ความละเอียด 1.5K ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI Wet Touch 2.0 ที่ช่วยให้ทุกการแตะและปัดบนหน้าจอยังคงมีความแม่นยำและลื่นไหลแม้ในขณะที่นิ้วมือหรือหน้าจอเปียกน้ำ

คุณสมบัติการใช้งาน

REDMI Note 15 Pro+ 5G และ REDMI Note 15 Pro 5G ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Xiaomi HyperOS ซึ่งเป็นฐานของ Android 15 เวอร์ชั่นล่าสุด โดดเด่นด้วยการยกเครื่อง User Interface ใหม่ทั้งหมด ด้วยการปรับดีไซน์ที่เน้นความทันสมัยและมอบอิสระในการปรับแต่งที่สูงขึ้น โดยมาพร้อมไอคอนที่ใหญ่ขึ้นและปรับขนาดได้หลากหลาย, รูปแบบ Widget ที่สดใหม่, รวมถึงโฟลเดอร์ที่สามารถขยายเพื่อจัดการแอปพลิเคชันได้อย่างยืดหยุ่นยิ่งกว่าเดิม

REDMI Note 15 Pro+ 5G ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง Qualcomm Snapdragon 7s Gen 4 (4 nm) ซึ่งเป็นหน่วยประมวลผล Octa-Core ที่มีความเร็วสูงสุด 2.7GHz และชิปกราฟิก Adreno ทำให้มอบประสบการณ์ที่ราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงในการทำงานหลายอย่างพร้อมกัน 

ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกม, การถ่ายภาพ หรือการสตรีมมิ่ง ด้วยกระบวนการผลิตระดับ 4nm ที่เน้นการประหยัดพลังงาน ทำให้สามารถสลับการใช้งานระหว่างแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่เกิดความล่าช้า นอกจากนี้ยังมาพร้อมพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่รวดเร็วสูงสุดถึง 512GB ช่วยให้ผู้ใช้สามารถติดตั้งแอปและบันทึกภาพถ่ายหรือวิดีโอได้อย่างจุใจโดยไม่ต้องกังวลเรื่องพื้นที่เต็ม

ในขณะที่ REDMI Note 15 Pro 5G ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังจากชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 7400-Ultra ขนาด 4nm ซึ่งเป็นหน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa-Core ที่ความเร็วสูงสุด 2.6GHz พร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G615 ที่มอบประสิทธิภาพการใช้งานที่น่าประทับใจ การใช้กระบวนการ 4nm ช่วยให้ตัวเครื่องสามารถจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง และรองรับการใช้งานซิมการ์ด 5G แบบคู่ได้อย่างเต็มรูปแบบ

ด้วยการสนับสนุนจาก RAM สูงสุด 12GB และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลความเร็วสูง 512GB ทำให้ผู้ใช้สามารถเรียกใช้และสลับระหว่างแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมพื้นที่เพียงพอสำหรับจัดเก็บแอปพลิเคชัน รูปภาพ และวิดีโอที่น่าจดจำจำนวนมากโดยไม่ต้องกังวลว่าพื้นที่จัดเก็บจะเต็ม การผสมผสานของประสิทธิภาพเหล่านี้ช่วยยกระดับประสบการณ์ความบันเทิงโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นการตอบโพสต์บนโซเชียลมีเดียได้อย่างรวดเร็ว หรือการเพลิดเพลินกับการเล่นเกมมือถือกราฟิกสูงกับเพื่อน ๆ ได้อย่างราบรื่น

นอกจากนี้ REDMI Note 15 Pro 5G ยังมีประสิทธิภาพของการเชื่อมต่อ 5G ที่มีความรวดเร็วและเสถียร ทำให้การดาวน์โหลดเกมและอัปเดตต่าง ๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ จึงทำให้ REDMI Note 15 Pro 5G เป็นอุปกรณ์ที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ ที่ต้องการเครื่องมือที่เชื่อถือได้และพร้อมใช้งานเสมอสำหรับการสร้างเนื้อหาใหม่ ๆ, การสตรีมมิ่ง และการถ่ายทอดสดวิดีโอผ่านการเชื่อมต่อที่รวดเร็วและมีความเสถียรสูง

REDMI Note 15 Pro+ 5G และ REDMI Note 15 Pro 5G มาพร้อมหน้าจอแสดงผลที่รองรับอัตราการรีเฟรชเรทสูงสุด 120Hz ให้ภาพไหลลื่น คมชัด และชัดเจนมากขึ้นเมื่อเทียบกับอัตรารีเฟรชเรท 60Hz

หน้าจอแสดงผลของ REDMI Note 15 Pro+ 5G และ REDMI Note 15 Pro 5G มาพร้อมกับคุณสมบัติ Dark Mode (โหมดมืด) ที่ช่วยลดความสว่างของหน้าจอลงอย่างมาก คุณสมบัตินี้มีประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อใช้งานในเวลากลางคืนหรือในสภาพแวดล้อมที่มีแสงน้อย นอกจากจะช่วยลดภาระต่อดวงตาแล้ว ยังช่วย ประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ ของเครื่องได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมี Reading Mode (โหมดการอ่าน) ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ดวงตาของคุณผ่อนคลายและลดอาการเมื่อยล้า โดยโหมดนี้จะปรับสีและพื้นผิวของเนื้อหาบนหน้าจอให้สบายตามากขึ้น ผู้ใช้สามารถเลือกปรับโทนสีของจอแสดงผลได้ถึง 3 รูปแบบ คือ สดใส , อิ่มสี , และ มาตรฐาน เพื่อให้เหมาะกับความชอบของผู้ใช้

REDMI Note 15 Pro+ 5G และ REDMI Note 15 Pro 5G รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด (Dual nanoSIM) พร้อมรองรับการใช้งานบนเครือข่าย 4G และ 5G ในประเทศไทย (รองรับ NSA + SA) โดยรองรับคลื่นความถี่ 5G : n1/2/3/5/7/8/12/20/26/28/38/40/41/48/66/71/77/78  และสามารถสแตนด์บายได้พร้อมกัน 2 ซิมการ์ด (Dual 5G SIM)

ด้านความปลอดภัย REDMI Note 15 Pro+ 5G และ REDMI Note 15 Pro 5G ติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือฝังไว้ใต้หน้าจอ (บริเวณตรงกลางด้านล่าง) ซึ่งสามารถตั้งค่าการใช้งานเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือสำหรับปลุกการทำงานของเครื่อง หรือปลดล็อกหน้าจอได้ พร้อมทั้งสามารถเพิ่มลายนิ้วมือได้มากกว่า 1 ลายนิ้วมือ

ตัวเครื่องยังรองรับฟังก์ชัน Face Unlock (การปลดล็อกด้วยใบหน้า) โดยผู้ใช้สามารถลงทะเบียนใบหน้าได้สูงสุดถึง 2 ใบหน้า เมื่อหน้าจอทำงาน การมองไปยังหน้าจอจะช่วยให้คุณสามารถปลดล็อกได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ฟีเจอร์ Face Unlock ยังสามารถนำไปใช้เพื่อเพิ่มระดับความปลอดภัยได้อีกด้วย เช่น การเข้าถึง แอปพลิเคชันที่ถูกป้องกันไว้ หรือเข้าสู่พื้นที่ส่วนตัวก็ได้เช่นกัน

REDMI Note 15 Pro+ 5G มาพร้อมกับแบตเตอรี่ Silicon-Carbon (ซิลิคอน-คาร์บอน) รุ่นใหม่ ซึ่งมีความจุสูงถึง 6500mAh โดยเป็นสมาร์ตโฟนตระกูล REDMI Note รุ่นแรกที่มีส่วนผสมของซิลิคอน-คาร์บอนถึง 10% เทคโนโลยีนี้ทำให้สามารถมอบความจุที่สูงขึ้นได้ในตัวเครื่องที่มีขนาดกะทัดรัดลงตัว 

ด้านการชาร์จ ตัวเครื่องรองรับระบบ HyperCharge 100 วัตต์ ซึ่งเมื่อแบตเตอรี่หมด สามารถชาร์จกลับมาเต็ม 0-100% ได้ในเวลาเพียง 40 นาที เท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชัน การชาร์จย้อนกลับ (Reverse Charging) 22.5 วัตต์ ช่วยให้คุณสามารถแชร์พลังงานไปยังอุปกรณ์อื่นได้อย่างสะดวกสบายและรวดเร็วกว่าที่เคย

ประสิทธิภาพการใช้งานแบตเตอรี่ได้รับการยกระดับด้วย ระบบจัดการแบตเตอรี่ Xiaomi Surge ทำให้ REDMI Note 15 Pro+ 5G สามารถรักษาความจุแบตเตอรี่ให้เหลือมากกว่า 80% ได้ แม้ผ่านการชาร์จมาแล้วกว่า 1,600 รอบ ซึ่งเทียบเท่ากับการใช้งานปกติที่ยาวนานประมาณ 6 ปีเลยทีเดียว

ในขณะที่ REDMI Note 15 Pro 5G มาพร้อมกับแบตเตอรี่ Silicon-Carbon (ซิลิคอน-คาร์บอน) ขนาด 6580mAh ซึ่งมอบความความหนาแน่นของพลังงานระดับสูงช่วยให้ใช้งานได้ยาวนานตลอดทั้งวัน 

โดยตัวเครื่องรองรับการชาร์จเร็ว 45W Turbo Charging เพื่อการชาร์จที่รวดเร็วทันใจ และยังมีระบบ การชาร์จย้อนกลับ 22.5W ช่วยให้พร้อมแชร์พลังงานได้อย่างสะดวกบนความปลอดภัยที่ถูกยกระดับด้วยระบบจัดการแบตเตอรี่ Xiaomi Surge ซึ่งช่วยให้แบตเตอรี่สามารถรักษาความจุไว้ได้มากกว่า 80% แม้จะผ่านการชาร์จมาแล้วกว่า 1,600 รอบ เทียบเท่ากับการใช้งานที่เชื่อถือได้ยาวนานสูงสุดถึง 6 ปีเช่นเดียวกับรุ่นพี่

ที่สำคัญที่สุดทั้งคู่มาพร้อมอะแดปเตอร์ชาร์จเร็วในกล่อง โดยREDMI Note 15 Pro+ 5G ได้ที่ชาร์จ 100W และ REDMI Note 15 Pro 5G ได้ที่ชาร์จ 45W พร้อมใช้กันเลยทีเดียวครับ

ประสิทธิภาพ

ทดสอบการเล่นเกม 

เพื่อรักษาประสิทธิภาพการทำงานให้ ลื่นไหลสม่ำเสมอ ระหว่างการเล่นเกมต่อเนื่อง, การสตรีมมิ่ง, และการใช้งานหลายอย่างพร้อมกัน REDMI Note 15 Pro+ 5G ได้ติดตั้ง ระบบระบายความร้อน Xiaomi IceLoop ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในตระกูล REDMI Note Series

โดย Xiaomi IceLoop คือโซลูชันระบายความร้อนแบบ LHP (Loop Heat Pipe) หนึ่งเดียวในสมาร์ตโฟนระดับราคานี้ โดยใช้ ปั๊มลูปสแตนเลสขนาดใหญ่พิเศษ 5,200 ตร.มม. ที่สามารถมอบประสิทธิภาพการถ่ายเทความร้อนได้สูงกว่าวิธีการทั่วไปถึง 3 เท่า เมื่อผสานเข้ากับชิปเซ็ตอันทรงพลังอย่าง Snapdragon 7s Gen 4 ทำให้ REDMI Note 15 Pro+ 5G สามารถมอบประสิทธิภาพระดับสูงได้ พร้อมทั้งควบคุมอุณหภูมิให้คงความเย็นได้แม้ในสภาวะการใช้งานหนัก

ส่วนอีกรุ่นอย่าง REDMI Note 15 Pro 5G จะขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 7400-Ultra ซึ่งสร้างบนสถาปัตยกรรม 4nm ให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ทรงพลังไม่แพ้กัน 

ในด้านการเล่นเกม REDMI Note 15 Pro+ 5G และ REDMI Note 15 Pro 5G สามารถเล่นเกมได้อย่างลื่นไหล ไม่มีสะดุดทั้งคู่ โดยเราได้ทดสอบเล่นเกมอย่าง RoV เกม MOBA ยอดนิยม สามารถเล่นเกมเฟรมเรทระดับสูงได้สบายๆ 

และยิ่งได้ระบบ Loop Heat Pipe ที่ช่วยลดอุณหภูมิได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถเล่นเกมได้นานขึ้นโดยที่เครื่องไม่ร้อน ช่วยดึงประสิทธิภาพการประมวลผลได้สูงสุดเป็นเวลานานยิ่งขึ้น 

และการทดสอบอีกเกมกับ PUBG Mobile ทั้ง REDMI Note 15 Pro+ 5G และREDMI Note 15 Pro 5G ก็สามารถเล่นเกมได้อย่างลื่นไหล ไม่มีอาการหน่วงหรือสะดุดให้เห็นเลย 

โดยกราฟฟิกที่เราตั้งไว้คือระดับสูง ถือว่าเล่นได้อย่างน่าประทับใจ ลื่นไหล ยิ่งแม่นบนหน้าจอขนาดใหญ่ เพลินสุด ๆ 

ทดสอบประสิทธิภาพผ่านแอป AnTuTu 

ทดสอบประสิทธิภาพผ่านแอป GeekBench 6 (REDMI Note 15 Pro+ 5G ภาพซ้าย และ REDMI Note 15 Pro 5G ภาพขวา)

ด้านการถ่ายภาพ

นวัตกรรมการถ่ายภาพระดับ 200MP

สมาร์ตโฟนทั้งสองรุ่น ด้านการถ่ายภาพ ยังสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการถ่ายภาพบนสมาร์ตโฟนด้วยการเปิดตัวเซนเซอร์ HPE ความละเอียดสูงถึง 200MP เป็นครั้งแรกของโลก มอบประสบการณ์การเก็บภาพที่มีความละเอียดและคมชัดขั้นสุดในทุกรายละเอียด โดยมาพร้อมความสามารถในการซูมแบบ In-sensor ทั้งระดับ 2x และ 4x ที่ยังคงรักษาคุณภาพและความชัดเจนได้เทียบเท่ากับเลนส์ออปติคัล

ตัวเลนส์หลักได้รับการออกแบบให้รองรับระยะโฟกัสที่หลากหลายถึง 5 ระยะ ตั้งแต่ 23 มม. ไปจนถึง 92 มม. ซึ่งจุดเด่นคือการรักษาความแม่นยำของสีและโทนภาพให้มีความสมดุลสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะถ่ายในระยะใกล้หรือไกลภาพก็จะไม่เกิดการเพี้ยนของสี ผสานการทำงานร่วมกับ AI Engine 200MP และเทคโนโลยี DAG HDR ที่ช่วยดึงรายละเอียดในทุกสภาพแสงให้มีมิติและสมจริงในทุกเฟรมที่บันทึก

สำหรับการบันทึกวิดีโอ REDMI Note 15 Pro+ 5G รองรับความละเอียดสูงในระดับ 4K ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี DAG ช่วยให้ภาพเคลื่อนไหวมีความคมชัดและดูเป็นธรรมชาติอย่างน่าทึ่ง พร้อมทั้งมีการปรับปรุงการถ่ายภาพบุคคลให้ดูสมจริงยิ่งขึ้นด้วยรายละเอียดใบหน้าที่เป็นธรรมชาติ

เสริมความคล่องตัวในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ด้วย Dynamic Shots 2.0 และระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ AI Creativity Assistant ที่มาพร้อมเครื่องมือแต่งภาพระดับมืออาชีพอย่าง AI Erase Pro สำหรับลบวัตถุหรือเงาสะท้อนที่ไม่ต้องการออกได้อย่างแนบเนียน รวมถึง AI Beautify ที่ช่วยปรับแต่งความสวยงามได้ทันทีในคลิกเดียว

นอกจากนี้ยังรองรับการแชร์ผลงานไปยัง Instagram ได้โดยตรงจากตัวเครื่อง ช่วยให้ทุกช่วงเวลาสำคัญของคุณพร้อมถูกนำเสนอสู่โลกโซเชียลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ตัวอย่างการใช้ AI Erase Pro เพื่อลบวัตถุได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ทั้ง REDMI Note 15 Pro+ 5G และ REDMI Note 15 Pro 5G มาพร้อมกล้องหลังคู่ พร้อมไฟแฟลช LED ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 200 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7, 2.24μm 16-in-1 pixel binning, 1/1.4″ sensor size, 7P lens, OIS
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 

สำหรับโหมดถ่ายภาพของ REDMI Note 15 Pro+ 5G และREDMI Note 15 Pro 5G มาพร้อมอินเทอร์เฟซที่เหมือนกัน โดยมีดีไซน์เรียบหรูดูสบายตา ด้านบนมีแถบเมนูเปิด/ปิดไฟแฟลชอัตโนมัติ, เปิด/ปิดโหมดจับภาพเคลื่อนไหว, Google Lens, และมีปุ่มเปิดเมนูเพิ่มเติมเพื่อปรับแต่งโหมดดังต่อไปนี้ เปิด/ปิดโหมด HDR, เลือกอัตราส่วนภาพถ่าย, ตั้งเวลาถ่ายอัตโนมัติ, กรอบฟิล์ม และการตั้งค่า ส่วนด้านล่างจะมีโหมดกล้องต่างๆ เช่น Ultra HD, วีดีโอ, รูปถ่าย, ภาพบุคคล และโหมดโปร 

นอกจากนี้ทั้งสองเครื่องยังมีโหมดการถ่ายภาพด้วยเอฟเฟค ฟรุ้งฟริ้ง และฟิลเตอร์มากมาย 

ตัวอย่างภาพถ่าย REDMI Note 15 Pro+ 5G

ตัวอย่างภาพถ่าย REDMI Note 15 Pro 5G

กล้องหน้าเซลฟี่

จุดที่แตกต่างด้านการถ่ายภาพ คือ กล้องหน้าครับ โดย REDMI Note 15 Pro+ 5G จะมีกล้องหน้า กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 

ในขณะที่ REDMI Note 15 Pro 5G มีกล้องหน้าความละเอียด 20 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2

โดยมีหน้าตา User Interface ที่สามารถใช้งานได้ง่าย พร้อมทั้งแสดงไอคอนใช้งานได้ทันที ได้แก่ เปิด/ปิดไฟแฟลช, เลือกอัตราส่วนภาพถ่าย, การตั้งเวลาถ่ายภาพอัตโนมัติ, และการตั้งค่าอื่นๆ รองรับการถ่ายถาพปกติ, วิดีโอ, Ultra HD, ภาพบุคคล และโปร พร้อมโหมดบิวตี้ ปรับผิวเนียน หน้าเรียว และตาโต เลือกปรับโบเก้ให้กับฉากหลังได้ รองรับ HDR และใส่ฟิลเตอร์ได้ตามใจ

ทดสอบกล้องหน้า

ตัวอย่างภาพกล้องหน้า REDMI Note 15 Pro+ 5G

ตัวอย่างภาพกล้องหน้า REDMI Note 15 Pro 5G

บทสรุป

REDMI Note 15 Pro Series ทั้งสองรุ่นถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานยุคใหม่ที่เน้นความคุ้มค่าควบคู่ไปกับความทนทาน ภายใต้มาตรฐาน REDMI Titan Durability ที่เสริมความแข็งแกร่งรอบด้านด้วยกระจก Corning Gorilla Glass Victus 2 และโครงสร้างดูดซับแรงกระแทก 7 ชั้น ทำให้ทนต่อการตกจากความสูงถึง 2.5 เมตร นอกจากนี้ยังสร้างมาตรฐานใหม่ด้านการป้องกันน้ำและฝุ่นระดับสูงสุด IP66/68/69/69K พร้อมเทคโนโลยี AI Wet Touch 2.0 ที่ช่วยให้การสัมผัสหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.83 นิ้ว ความละเอียด 1.5K ยังคงแม่นยำแม้ในขณะที่หน้าจอเปียกน้ำ

ในด้านประสิทธิภาพ ทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับชิปเซ็ตขนาด 4nm อันทรงพลัง โดยรุ่น REDMI Note 15 Pro+ 5G ใช้ Snapdragon 7s Gen 4 พร้อมระบบระบายความร้อน Xiaomi IceLoop (LHP) ที่ถ่ายเทความร้อนได้ดีกว่าปกติถึง 3 เท่า ช่วยให้การเล่นเกมกราฟิกสูงอย่าง RoV หรือ PUBG Mobile ลื่นไหลสม่ำเสมอ ส่วนรุ่น REDMI Note 15 Pro 5G ใช้ชิปเซ็ต Dimensity 7400-Ultra ที่โดดเด่นด้านการจัดการพลังงานและการเชื่อมต่อ 5G ที่เสถียร ทั้งคู่รองรับ RAM สูงสุด 12GB และหน่วยความจำภายในเริ่มต้นที่ 256GB ไปจนถึง 512GB มอบประสบการณ์การใช้งานที่รวดเร็วบนระบบปฏิบัติการ Xiaomi HyperOS (Android 15)

จุดเด่นที่เป็นไฮไลท์สำคัญคือระบบกล้อง Ultimate-Clarity 200MP ที่ใช้เซนเซอร์ HPE รุ่นล่าสุด พร้อมระบบกันสั่น OIS และการซูมแบบ In-sensor 2x/4x ที่ให้ความคมชัดระดับเลนส์ออปติคัล รองรับระยะโฟกัสถึง 5 ระยะ ช่วยให้การถ่ายภาพตั้งแต่ระยะใกล้ไปจนถึงระยะไกลมีโทนสีที่แม่นยำไม่ผิดเพี้ยน เสริมทัพด้วยเทคโนโลยี DAG HDR และระบบ AI Creativity Assistant สำหรับการปรับแต่งภาพและวิดีโอระดับ 4K ให้สวยงามเป็นธรรมชาติ พร้อมแชร์ลงโซเชียลได้ทันที โดยรุ่น Pro+ จะมีกล้องหน้าความละเอียดสูงกว่าที่ 32MP ในขณะที่รุ่น Pro ใช้ความละเอียด 20MP

ปิดท้ายด้วยเรื่องพลังงานที่เหนือชั้น ทั้งคู่มาพร้อมแบตเตอรี่เทคโนโลยี Silicon-Carbon รุ่นใหม่ที่มีความหนาแน่นสูง โดยรุ่น Pro 5G ให้ความจุมาถึง 6580mAh (ชาร์จเร็ว 45W) และรุ่น Pro+ 5G ให้มา 6500mAh พร้อมระบบชาร์จไว 100W HyperCharge ที่ชาร์จเต็ม 100% ได้ภายใน 40 นาที ทั้งสองรุ่นยังมีระบบจัดการแบตเตอรี่ Xiaomi Surge ที่ช่วยยืดอายุการใช้งานให้คงความจุมากกว่า 80% แม้ผ่านการชาร์จกว่า 1,600 รอบ หรือเทียบเท่าการใช้งานยาวนานถึง 6 ปี นับว่าเป็นสมาร์ตโฟนที่ครบเครื่องทั้งความแรง กล้องระดับโปร และความอึดทนทานที่ไว้วางใจได้ในระยะยาว

REDMI Note 15 Pro+ 5G รุ่นความจุ 12GB+512GB มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Mocha Brown, Glacier Blue และ Black18 วางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2569 เป็นต้นไปในราคา 14,990 บาท ที่ Xiaomi Store และร้านตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางการจัดจำหน่ายทางออนไลน์แพลตฟอร์ม

พิเศษ! สำหรับลูกค้าที่ซื้อ REDMI Note 15 Pro+ 5G ในระหว่างวันที่ 16-31 มกราคม 2569 รับฟรี Xiaomi Smart Air Purifier 4 compact, รับประกันแบตเตอรี่ 4 ปี, รับประกันความเสียหายจากของเหลว 2 ปี, รับประกันความเสียหายของหน้าจอหรือฝาหลัง 2 ปี และรับประกันตัวเครื่อง 2 ปี รวมมูลค่าของสมนาคุณ 13,687 บาท นอกจากนี้ยังนำเครื่องเก่ามาแลกใหม่และรับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 2,400 บาท

REDMI Note 15 Pro 5G มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Titanium Color, Mist Purple และ Black โดยรุ่นความจุ 12GB+512GB วางจำหน่ายในราคา 12,990 บาท และรุ่นความจุ 8GB+256GB วางจำหน่ายในราคา 9,999 บาท ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2569 เป็นต้นไปในที่ Xiaomi Store และร้านตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางการจัดจำหน่ายทางออนไลน์แพลตฟอร์ม

พิเศษ! สำหรับลูกค้าที่ซื้อ REDMI Note 15 Pro 5G รุ่นความจุ 12GB+512GB ในระหว่างวันที่ 16-31 มกราคม 2569 รับฟรี Mi Smart Standing Fan 2 Lite, รับประกันแบตเตอรี่ 4 ปี, รับประกันความเสียหายจากของเหลว 2 ปี, รับประกันความเสียหายของหน้าจอหรือฝาหลัง 2 ปี และรับประกันตัวเครื่อง 2 ปี รวมมูลค่าของสมณาคุณ 12,887 บาท 

และลูกค้าที่ซื้อ REDMI Note 15 Pro 5G รุ่นความจุ 8GB+256GB ระหว่างวันที่ 16-31 มกราคม 2569 รับฟรี Xiaomi Backpack, รับประกันแบตเตอรี่ 4 ปี, รับประกันความเสียหายจากของเหลว 2 ปี, รับประกันความเสียหายของหน้าจอหรือฝาหลัง 2 ปี, และรับประกันตัวเครื่อง 2 ปี รวมมูลค่าของสมณาคุณ 11,887 บาท นอกจากนี้ยังนำเครื่องเก่ามาแลกใหม่และรับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 2,400 บาท