รีวิว : OPPO Enco W31 หูฟัง True Wireless ระดับเริ่มต้น ฟีเจอร์จัดเต็ม เบสกระหึ่ม ตอบโจทย์ทุกโจทย์ในราคาจับต้องได้ !!!

OPPO Enco W31 เป็นหูฟังไร้สาย True Wireless รุ่นที่ 2 ซึ่งต่อยอดจากรุ่นพี่ Enco Free ที่ประสบความสำเร็จไปแล้วก่อนหน้านั้น สำหรับ OPPO Enco W31 ถือว่าโดดเด่นไม่แพ้รุ่นพี่ ทั้งเรื่องดีไซน์ที่การันตีด้วยรางวัล Platinum Design Award ในหมวดรางวัลการออกแบบผลิตภัณฑ์ด้านดิจิตอลและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ประจำปี 2562 – 2563 ในการแข่งขันระดับนานาชาติที่งาน A’Design Award & Competition

สำหรับสุ้มเสียงก็ไม่ธรรมดา สามารถตอบโจทย์สายเบสที่ชอบความตึ๊บของย่านเสียงต่ำได้ดีมาก ๆ ส่วนฟีเจอร์อื่น ๆ ก็ให้มาแบบจัดเต็ม ส่วนจะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง มาติดตามรับชมรีวิวไปพร้อม ๆ กันได้เลยครับ

Unboxing แกะกล่อง

OPPO Enco W31

ตัวกล่องแพกเกจจิ้งของ OPPO Enco W31 มาในสไตล์เรียบ ๆ โดยใช้โทนสีขาวสะอาดตา สำหรับด้านหน้าโชว์รูปตัวหูฟัง OPPO Enco W31มองเห็นได้อย่างเด่นชัด ส่วนด้านหลังกล่องพิมพ์บอกไฮไลท์ฟีเจอร์และสเปคมาให้อย่างครบถ้วน

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  1. หูฟัง OPPO Enco W31
  2. คู่มือการใช้งานฉบับย่อและใบรับประกันสินค้า
  3. สายชาร์จแบบ USB – C
  4. จุกยางซิลิโคน 2 ขนาด / L – S  (ไซส์ M ติดตั้งอยู่ในตัวหูฟัง)

รูปลักษณ์ดีไซน์/การออกแบบ

ต้องบอกเลยว่าดีไซน์ของ OPPO Enco W31 มีความโดดเด่นมาก ๆ สมกับที่ได้รับรางวัล Platinum Design Award ในหมวดรางวัลการออกแบบผลิตภัณฑ์ด้านดิจิตอลและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ประจำปี 2562 – 2563 ในการแข่งขันระดับนานาชาติที่งาน A’Design Award & Competition เริ่มจากตัวเคสชาร์จที่ออกแบบในรูปทรงกลม เมื่อมองผ่าน ๆ ให้ฟิลลิ่งประมาณตลับแป้งของสาว ๆ นั่นเอง

สำหรับตัวเคสชาร์จมีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักหนักเบา พกพาสะดวก ผลิตจากวัสดุวัสดุอลูมิเนียมผสมโพลีคาร์บอเนตคุณภาพดี ด้านบนตัวกล่องเคสชาร์จจะมีโลโก้แบรนด์ OPPO โดดเด่นสะดุดตา ส่วนด้านหน้ามีการบากตัวกล่องเข้าไปเล็กน้อย เพื่อให้สามารถเปิดใช้งานได้อย่างสะดวกคล่องตัว

ด้านหลังจะมีพอร์ต USB – C สำหรับการชาร์จไฟให้กับตัวเคสชาร์จ

แง้มกล้องเคสชาร์จออกมาจะพบกับตัวหูฟัง OPPO Enco W31 โดยด้านล่างจะมีไฟแจ้งเตือนสถานะและปุ่ม function button ที่ใช้ในการ Pairnig เพื่อเชื่อมต่อหูฟังกับสมาร์ตโฟนในครั้งแรก

ตัวชาร์จจะเป็นแบบ Pogo pin แบบ 2 Dot พร้อมระบบยึดแบบแม่เหล็ก โดยใช้เวลาในการชาร์จทั้งตัวเคสและหูฟังพร้อมกันราว ๆ 1 ชั่วโมง 50 นาที

นอกจากนี้ OPPO Enco W31 มาพร้อมกับชิปที่ช่วยประหยัดพลังงาน ทำให้สามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 15 ชั่วโมงโดยใช้ร่วมกับเคสชาร์จ หรือสามารถรองรับการใช้งาน 3.5 ชั่วโมงโดยไม่ใช้เคสชาร์จ อีกทั้งยังสามารถชาร์จได้อย่างรวดเร็ว เพียงชาร์จแค่ 10 นาที จะสามารถเล่นเพลงได้นาน 80 นาที ช่วยให้ฟังการเพลง ดูหนัง เล่นเกมได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน ตอบโจทย์ทุกการเดินทางได้เป็นอย่างดี

ตัวหูฟังมาในรูปทรงแบบมีก้าน ซึ่งจะคล้าย ๆ รุ่นพี่ Enco Free นั่นเอง โดยผู้ใช้งานสามารถคอนโทรลตัวหูฟังผ่านระบบสัมผัสที่ด้านบนของตัวก้านได้ทั้งสองฝั่ง

สำหรับด้านบนของตัวเฮาส์ซิ่งออกแบบได้สวยงาม มีเท็กเจอร์ลาย brush metal และช่องที่เห็นก็คือไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนตัวที่ 2 นั่นเอง

ในส่วนของฟีเจอร์ต้องบอกว่าจัดเต็มมาก ๆ ทั้งกันน้ำกันฝุ่นในมารตฐาน IP54 สามารถใส่ลุยฝนปรอย ๆ ได้สบาย แต่ไม่แนะนำให้เอาไปจุ่มน้ำ เพราะยังไม่รองรับถึงขั้นนั้น  สำหรับตัวหูฟัง OPPO Enco W31 มาพร้อมไมโครโฟนคู่และระบบตัดเสียงรบกวนอัจฉริยะ และการเชื่อมต่อแบบลูทูธแบบ binaural ที่เป็นการเชื่อมต่อสัญญาณไปยังหูฟังทั้งสอง ข้างได้พร้อมกันและหากตรวจพบสัญญาณรบกวนจากภายนอกหูฟังจะปรับความหน่วงของเสียงอัตโนมัติเพื่อรักษาความเสถียร ราบลื่นในขณะใช้งาน

ตัวหูฟังออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ จึงให้การสวมใส่ที่กระชับและรู้สึกเบาสบาย รวมถึง Ear Tips ที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสำหรับใบหูที่มีรูปร่างและขนาดที่แตกต่างกันออกกันไป อีกทั้งยังสามารถใส่ออกกำลังกายได้ดีอีกด้วย และสิ่งที่ชอบอีกอย่างก็คือ OPPO Enco W31 มาพร้อม IR Sensor หรือตัวเซ็นเซอร์จะตรวจจับการใช้งาน ถ้าเราดึงหูฟังออกจากหู ก็จะหยุดเล่นเพลงทันที และเมื่อสวมใส่กลับเข้าไปก็จะเริ่มเล่นเพลงให้โดยอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยในด้านการประหยัดพลังได้เป็นอย่างดี

ด้านล่างจะมีไมโครโฟนสำหรับการคุยสายสนทนาและไมค์ตัดเสียงรบกวนตัวที่ 1

จากการทดสอบใช้งานจริง เมื่อสวมใส่ในขณะออกกำลังกาย ตัวหูฟังมีความกระชับไม่ลื่นหลุดออกมาในขณะวิ่งแต่อย่างใด ซึ่งต้องบอกเลยว่าการออกแบบดีไซน์ของ OPPO Enco W31 นั้นทำออกมาได้ดีมาก ๆ สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างครอบคลุม ทั้งการใช้งานทั่ว ๆ ไป เช่นดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม รวมถึงการออกกำลังกายได้ดีอีกด้วย

OPPO Enco W31 รองรับการคอนโทรลผ่านระบบสัมผัส ที่ด้านบนของก้านหูฟังทั้งด้านซ้ายและขวา 

รับ / วางสาย : แตะ 2 ครั้ง – รองรับทั้งข้างซ้ายและขวา

เล่นเพลงถัดไป : แตะ 2 ครั้งที่หูฟังข้างขวา

หยุดเพลง / เล่นเพลง : ให้ถอดหูฟังออก เพลงจะหยุดเล่น และเมื่อใส่หูฟังกลับเข้าไป เพลงจะกลับมาเล่นอัตโนมัติ (รองรับทั้งข้างซ้ายและขวา)

เปิดใช้งาน Audio Effects : แตะ 2 ครั้งที่หูฟังข้างซ้าย จะเข้าสู่ Bass Mode โดยโหมดนี้จะช่วยให้ย่านเสียงต่ำมีมวลเสียงที่หนักแน่นขึ้น เหมาะกับเพลงจังหวะสนุก ๆ ที่เน้นเสียงเบส และเมื่อแตะอีกสองครั้ง จะสลับมาเป็น Balance Mode ซึ่งเป็นโหมดที่เหมาะกับการฟังเพลงทั่ว ๆ ไป

เรียกใช้งาน ผู้ช่วยอัจฉริยะ Smart Voice Assistant (Google Assistant และ Siri) : แตะ 3 ครั้ง (รองรับทั้งข้างซ้ายและขวา)

ทั้งนี้ OPPO Enco W31 สามารถใช้งานได้ทั้งบนสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Android และ iOS

การเชื่อมต่อ 

OPPO Enco W31 รองรับการใช้งานได้กับสมาร์ทโฟนทุกรุ่น ทุกระบบปฏิบัติการ แต่ถ้าเป็นการเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟน OPPO จะสะดวกง่ายดายมาก เพียงแค่เปิดฝาผับของตัวกล่องเคสชาร์จแล้วนำมาวางใกล้ ๆ กับสมาร์ตโฟน OPPO ที่หน้าจอสมาร์ตโฟนจะแสดง Pop up เพื่อให้ทำการเชื่อมต่อได้ในทันที ตรงนี้สะดวกมากเพราะไม่ต้องเข้าไปกดตั้งค่าให้วุ่นวายในเมนูบลูทูธนั่นเอง แถมยังสามารถอัพเดตเฟิร์มแวร์ตัวหูฟังผ่านทางสมาร์ตโฟน OPPO ได้โดยตรงอีกด้วย

ส่วนถ้าเป็นสมาร์ตโฟนทั่ว ๆ ไป ในการเชื่อมต่อครั้งแรกให้กดที่ปุ่ม function button ที่อยู่ในกล่องเคสชาร์จค้างไว้ 2 วินาที จนไฟแสดงสถานะกระพริบต่อเนื่อง จากนั้นทำการเชื่อมต่อผ่านเมนูการตั้งค่าในสมาร์ตโฟนไปตามปรกติ

คาแรคเตอร์เสียง OPPO Enco W31 จะเด่นในเรื่องของเสียงเบส โดยทางค่าย OPPO จูนเสียงมาให้ฟังเพลงแนว ร็อค แจ๊ส ป๊อป ได้สนุกสนานลงตัว แต่ถ้าชอบความละเมียด ละไม การถ่ายทอดเสียงที่ให้รายละเอียดสูง ๆ OPPO Enco Free หรือ OPPO Enco M31 จะตอบโจทย์ได้ดีกว่า ถ้าให้พูดง่าย ๆ แนวเสียงของ OPPO Enco W31 จะมีความเป็นหูฟังโอเวอร์ออล ที่สามารถตอบโจทย์การฟังเพลงแนวทั่วไป ๆ หรือเพลงตลาดแมสได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว

สำหรับย่านเสียงต่ำ ทดสอบด้วยเพลง Boom Boom Pow ของ The Black Eyed Peas สัมผัสได้ถึงมวลเบสที่มีพลัง โดยเป็นเบสที่ลงได้ค่อนข้างลึก มีอิมแพคที่ดี เก็บตัวกระชับ เหมาะกับการฟังเพลงที่มีจังหวะสนุกสนานได้อย่างลงตัว แต่ถ้าเปิดโหมด Bass Mode แล้ว ในความรู้สึกส่วนตัว เสียงเบสจะกระแทกกระทั้นจนล้นไปสักนิด ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบไปกลบดีเทลของย่านเสียงอื่นด้วยเช่นกัน  ถ้าให้แนะนำก็คงต้องบอกว่าควรเลือกใช้ Balance Mode แล้วปรับอีควอไลเซอร์ช่วยจะทำให้เกิดความสมดุลที่ดีกว่า

เมื่อลองทดสอบย่านเสียงกลางด้วยเพลง Ready for the Times to get better เวอร์ชั่น Crystal Gayle (Hi-Res Audio)  พบว่าเสียงกลางไม่ได้หวานอิ่มแน่น แต่หัวโน๊ตมีความคมชัด โดยเพลงที่เน้น Voice ก็ถือว่าถ่ายทอดออกมาได้ดีในระดับหนึ่ง

ส่วนย่านเสียงสูง ทดสอบด้วยเพลง  Sweet Talks in The Dream (Hi-Res Audio) ที่ขับร้องโดย Tong Li ในเพลงนี้จะมีทั้งเครื่องสาย และเสียงนักร้องที่มีปลายเสียงสูง พบว่าปลายเสียงสูงไม่ได้พริ้วไหวกังวาลมากนัก แต่ก็ไม่แหลมบาดหู สามารถฟังนาน ๆ ได้โดยไม่รู้สึกล้าหู

สรุปในภาพรวม  ด้วยไดร์เวอร์ขนาด 7 มม. จึงมีข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าจูนเสียงออกมาได้ค่อนข้างดี โดยเสียงเบสมีความโดดเด่น ส่งผลให้ฟังเพลงแนวสนุกสนานและเพลงทั่ว ๆ ไปได้อย่างลงตัว แต่ถ้าชอบฟังเพลงจากไฟล์ Hi-Res Audio และอยากได้รายละเอียดสูง ๆ OPPO Enco Free หรือ OPPO Enco M31 จะตอบโจทย์ได้ดีกว่าครับ

ทดสอบการรับชมวีดีโอกันต่อ โดยเลือก Mad Max Fury Road ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัล “Best Sound Editing and Best Sound Mixing” ในงาน Academy Award ปี 2016 ในหนังเรื่องนี้จะมีความหลากหลาย ทั้งเสียงเอฟเฟกต์ของปืน, รถยนต์ และมีเพลงประกอบที่เด่นในเรื่องย่านเสียงต่ำอีกด้วย ซึ่ง OPPO Enco W31 สามารถถ่ายทอดพรอ้มแยกมิติเสียงออกมาได้ค่อนข้างดี และด้วยความที่เด่นเรื่องเสียงเบส เมื่อรับชมหนังเรื่องนี้จึงถือว่าตอบโจทย์ได้ลงตัวเลยทีเดียว

ส่วนการนำมาใช้งานร่วมกับการเล่นเกม ทดสอบร่วมกับเกม ROV, PUBG, Asphalt 9 (ทดสอบร่วมกับดีไวซ์ที่รองรับ Bluetooth® 5.0 ) พบว่าการถ่ายทอดเสียง เอฟเฟกต์ต่าง ๆ นั้นให้ความสมจริง แยกมิติซ้ายขวาได้ค่อนข้างดี ส่วนเสียงต่าง ๆ ภายในเกมมีความคมชัด ไม่ว่าจะเป็นการสนทนาภายในเกม เสียงลม เสียงจากการเดิน และไม่พบอาการดีเลย์ให้เห็น ส่วนหนึ่งต้องยกความดีให้กับ Bluetooth 5.0 ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Binaural Low-latency Bluetooth® Transmission ที่มีความหน่วงต่ำถึง 94ms จึงช่วยให้การใช้งานมีความรวดเร็วและความเสถียรอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ทดสอบการใช้งาน Bluetooth headset

OPPO Enco W31 มาพร้อมแฮนด์ฟรีในแบบสเตอริโอ และมีจุดเด่นด้วยไมโครโฟนคู่ “Dual-Microphone Noise Cancellation during Calls” โดยเทคโนโลยี Dual-Microphone Beamforming จะใช้อัลกอริทึมในการตัดเสียงรบกวนแบบอิเล็กทรอนิกส์ มีหลักการทำงานด้วยการแยกเสียงของผู้ใช้งานจากเสียงรบกวนรอบข้าง รวมถึงเสียงอื่น ๆ เพื่อให้เสียงของผู้ใช้งานส่งผ่านไปอีกฝั่งได้อย่างชัดเจนทั้งระหว่างการโทรศัพท์หรือการส่งข้อความเสียง แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง

อีกทั้งยังลดเสียงรบกวนรอบข้างด้วย Anti–Wind Noise Chambers ถ้าเราใช้งานที่กลางแจ้งแน่นอนว่าหลีกเลี่ยงเสียงลมไม่ได้อย่างแน่นอน ตัวหูฟัง OPPO Enco W31 จึงมีเชมเบอร์ป้องกันเสียงลม เพื่อไม่ให้เสียงลมรบกวนการในขณะใช้งานโทรศัพท์

สำหรับการทดสอบใช้งานจริง ลองเปิดพัดลมแล้วเข้าไปอยู่ใกล้ ๆ ปลายสายก็ยังได้ยินสนทนาอย่างชัดเจนและแทบจะไม่ได้ยินเสียงรบกวนจากพัดลมเลย ก็ถือว่าระบบตัดเสียงรบกวนของ OPPO Enco W31 ทำผลงานได้ดีมาก และสิ่งที่น่าประทับใจอีกอย่างคือไม่มีอาการดีเลย์ให้เห็น (ทดสอบร่วมกับสมาร์ทโฟนที่รองรับ Bluetooth® 5.0)

สรุป OPPO Enco W31

OPPO Enco W31 เป็นหูฟัง True Wireless ในราคาระดับเริ่มต้นที่มีดีไซน์โดดเด่น การันตีด้วยรางวัล Platinum Design Award ในหมวดรางวัลการออกแบบผลิตภัณฑ์ด้านดิจิตอลและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ประจำปี 2562 – 2563 ในการแข่งขันระดับนานาชาติที่งาน A’Design Award & Competition ส่วนเรื่องสุ้มเสียงนั้น สามารถตอบโจทย์การฟังเพลงแนวสนุกสนานได้เป็นอย่างดี เพราะคาแรคเตอร์เสียงเด่นในเรื่องของเสียงเบสอยู่แล้วนั่นเอง นอกจากนี้ยังมี Bass Mode ที่ช่วยให้ย่านเสียงต่ำมีมวลเสียงที่หนักแน่นขึ้น

ส่วนฟีเจอร์อื่น ๆ ก็น่าสนใจไม่แพ่กัน ทั้งการรองรับระบบเสียงคุณภาพสูง ACC จัดเต็มด้วยไมโครโฟนคู่และฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนที่ทำผลงานได้ดี รองรับกันน้ำกันฝุ่นในมาตรฐาน IP54 และการใช้งานที่ยาวนานต่อเนื่องกว่า 3 ชั่วโมง เมื่อรวมกับตัวเคสชาร์จทำให้ใช้งานได้ราว ๆ 14-15 ชั่วโมง ก็ถือว่าเพียงพอใน 1 วัน

สรุปในภาพรวม OPPO Enco W31 เป็นหูฟังที่ดีไซน์สวย สวมใส่สบาย ฟังเพลงได้ทุกแนว แถมราคาค่าตัวที่เคาะออกมาเพียง 1,990 บาท ก็ถือว่าเป็นหูฟัง True Wireless ระดับเริ่มต้นที่น่าจับจองเป็นเจ้าของอยู่ไม่น้อยเลยครับ