รีวิว : HUAWEI P40 Pro ที่สุดของสมาร์ตโฟนกล้องอันดับ 1 จาก DxOMark

 

นับจากวันที่ HUAWEI ได้เปิดตัวสมาร์ตโฟน P Series รุ่นแรกไปเมื่อปี 2012 จนมาถึงรุ่นล่าสุดอย่าง P40 Series ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งประกอบด้วย HUAWEI P40, HUAWEI P40 Pro และ HUAWEI  P40 Pro+

โดยมาพร้อมดีไซน์โฉมใหม่ล้ำสมัย และนวัตกรรมกล้องถ่ายภาพที่เหนือระดับกว่าเดิม เพิ่มความเป็นไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดให้กับการถ่ายภาพและการถ่ายวิดีโอด้วยสมาร์ตโฟนภายใต้คอนเซปต์ Visionary Photography

สำหรับรุ่นที่ทางทีมงาน MobileOcta ได้มารีวิวคือ HUAWEI P40 Pro ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์แบบพรีเมี่ยม, หน้าจอแสดงผลแบบ Quad-Curve Overflow Display ที่มีอัตรารีเฟรชเรท 90Hz, กล้องหลัง Ultra Vision Leica Quad Camera และกล้องหน้าคู่ Dual In-Display Camera

รวมทั้งใช้ชิปเซ็ท Kirin 990 5G และรองรับเชาร์จเร็วแบบ 40W HUAWEI SuperCharge และชาร์จไร้สาย 40W Wireless SuperCharge เป็นรุ่นแรกของโลกอีกด้วย

 

Huawei P40 Pro

สเปคเบื้องต้น  HUAWEI P40 Pro

ขนาด 158.2 x 72.6 x 8.95 มม.
น้ำหนัก 209 กรัม
หน้าจอ HUAWEI Quad-Curve Overflow Display แบบ Flex OLED ความละเอียด2640 x 1200 พิกเซล (ความหนาแน่น 441 ppi) ขนาด 6.58 นิ้ว ในอัตราส่วน 19.8:9 และมีอัตรารีเฟรชเรทที่ 90Hz
หน่วยประมวลผล ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.86GHz โดยใช้ชิปเซ็ท HUAWEI Kirin 990 5G และหน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G76
RAM 8GB
หน่วยความจำภายในเครื่อง 256GB
microSD Card แบบ NM SD Card สูงสุด 256GB
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลัง 4 ตัว Ultra Vision Leica Quad Camera ประกอบด้วย

  • กล้องหลัก Ultra Vision Camera (เลนส์ Wide Angle) ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสง f/1.9 และระบบกันสั่น OIS
  • กล้องตัวที่ 2 Cine Camera (เลนส์ Ultra Wide Angle) ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
  • กล้องตัวที่ 3 SuperSensing Telephoto Camera ความลละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/3.4 และระบบกันสั่น OIS
  • กล้องตัวที่ 4 3D Depth Sensing Camera พร้อมระบบกันสั่น OIS+AIS

กล้องหน้าเซลฟี่คู่ Dual In-Display Camera โดยกล้องหลักความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 ส่วนกล้องรองเลนส์ Depth Camera รองรับการปลดล็อคเครื่องด้วยใบหน้า และรองรับการถ่ายวิดีโอ 4K 60fps

ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย EMUI 10.1
เชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/ax, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.1, NFC, พอร์ตอินฟราเรด และพอร์ต USB Type-C
รองรับระบบ 4G : LTE band 1(2100), 2(1900), 3(1800), 4(1700/2100), 5(850), 6(900), 7(2600), 8(900), 9(1800), 12(700), 17(700), 18(800), 19(800), 20(800), 26(850), 28(700), 32(1500), 34(2000), 38(2600), 39(1900), 40(2300), 41(2500)

5G : 5G band 1(2100), 3(1800), 28(700), 38(2600), 41(2500), 77(3700), 78(3500), 79(4700); SA/NSA

แบตเตอรี่ 4200mAh รองรับชาร์จเร็ว HUAWEI Super Charge 40W, ชาร์จเร็วแบบไร้สาย Wireless Charging 27W และชาร์จเร็วแบบย้อนกลับ Reverse Wireless Charging 27W
สี/ ราคา Silver Frost, Blush Gold, Deep Sea Blue, Ice White, Black ราคา XX,XXX บาท

บรรจุภัณฑ์ / อุปกรณ์ภายในกล่อง

 

กล่องแพ็คเกจจิ้งของ HUAWEI P40 Pro เป็นกล่องกระดาษแข็งมาในโทนสีขาว ด้านหน้ากล่องเริ่มจากด้านบนมีโลโก้ HUAWEI ถัดลงมาตรงกลางมีชื่อ พร้อมข้อความ Co-Engineered With Leica ที่ร่วมพัฒนากล้องกับ Lecia เหมือนเดิม และด้านล่างมีข้อความ Explore It On App Gallery ซึ่งสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันต่างๆ ได้จาก AppGallery 

สำหรับอุปกรณ์ภายในกล่อง (เครื่องขายจริง) ประกอบด้วย

1.ตัวเครื่อง HUAWEI P40 Pro

2.สายชาร์จ USB Type-C

3.อะแดปเตอร์ชาร์จไฟ HUAWEI Super Charge

4.อุปกรณ์เปิดถาดซิมการ์ด

5.ชุดหูฟังแบบ USB Type-C

6.เคส + ฟิลม์กันรอย

7.คู่มือการใช้งานฉบับย่อ + ใบรับประกันสินค้า

รูปลักษณ์ดีไซน์

 

ตัวเครื่อง HUAWEI P40 Pro มาในดีไซน์พรีเมี่ยม ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากความงามและรูปทรงของสายน้ำไหล โดยใช้วัสดุที่ทำจากโลหะครอบทับด้วยกระจกขอบโค้งทั้ง 4 ด้านสวยหรู

หน้าจอแสดงผลเป็นจอ Curve-Overflow Display ขอบโค้งทั้ง 4 ด้าน และมีขอบจอที่บางเฉียบ ขอบบน 2.65 มม. และขอบล่างแค่ 3.35 มม. เท่านั้น

ส่วนหน้าจอเป็นแบบ Flex OLED ความละเอียด 2640 x 1200 พิกเซล (441 ppi) ขนาด 6.58 นิ้ว ในอัตราส่วน 19.8:9, รองรับ DCI-P3, HDR10 และมีอัตรารีเฟรชเรทที่ 90Hz

โดยมุมซ้ายด้านบนเจาะรูสำหรับฝังกล้องเซลฟี่คู่ Dual In-Display Camera โดยกล้องหลักความละเอียด 32 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องรองเลนส์ Depth Camera

พลิกมาด้านหลัง ซึ่งเครื่องที่ได้มาพรีวิวเป็นสี Silver Frost หรือสีเงิน ที่มีผิวสัมผัสที่ด้านและเงาช่วยเน้นความรู้สึกลึกล้ำที่เผยให้เห็นความสง่างามและความสงบ

โดยมุมซ้ายด้านบนติดตั้งกล้อง 4 ตัว Ultra Vision Leica Quad Camera พร้อมไฟแฟลชคู่ Dual LED และมุมซ้ายด้านล่างมีโลโก้ตัวอักษร HUAWEI

ด้านซ้ายข้างเครื่องมีแถบเส้นเสาอากาศรับสัญญาณ

ด้านขวามีปุ่มปรับเพิ่มลดระดับเสียง กับปุ่ม Power สำหรับเปิดปิดเครื่อง และแถบเส้นเสาอากาศรับสัญญาณ 2 เส้น

ด้านบนมีช่องไมโครโฟนตัดเสียง, พอร์ตอินฟราเรด และแถบเส้นเสาอากาศรับสัญญาณ 2 เส้น

ด้านท้ายเครื่องมีช่องสำหรับใส่ SIM Card ซึ่งรองรับ 2 SIM โดยช่องแรกรองรับ SIM Card แบบ nanoSIM ส่วนอีก 2 ช่องเลือกได้ระหว่าง SIM Card แบบ nanoSIM หรือการ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ NM SD Card และรองรับ e-SIM ด้วย,  ช่องไมโครโฟน, พอร์ต USB Type-C, ช่องลำโพงเสียง และแถบเส้นเสาอากาศรับสัญญาณ 2 เส้น

คุณสมบัติการใช้งาน

 

Huawei  P40 Pro รันบนระบบปฏิบัตการ Android 10 ครอบทับด้วย EMUI 10.1 มาตั้งแต่แกะกล่อง โดยมีการปรับปรุงการเคลื่อนไหวโมเดลแอนิเมชั่นของ UI ให้อิงตามโมเมนตัมและแรงเสียดทาน เพื่อสร้างการเคลื่อนที่เมื่อลากสิ่งต่างๆ บนจอให้เป็นธรรมชาติมากขึ้น

สำหรับหน้าจอหลักมาพร้อมไอคอนแอปที่โค้งมน และมีสีสันสดใส ซึ่งถ้าใช้นิ้วแตะเลื่อนไปทางด้านขวาจะเป็นหน้า HUAWEI Assistant ผู้ช่วยมาพร้อมคุณสมบัติที่หลากหลาย อาทิ News, SmartCare, Instant Access และ Global Search ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาข้อมูลหรือสิ่งที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อปัดนิ้วจากด้านบนลงมาจะเป็นส่วนแจ้งเตือน Notification และถ้าปัดนิ้วลงมาอีกครั้งจะเป็นการเปิดเมนู Quick Setting ทั้งหมด นอกจากนี้ยีงสามารถแบ่งปรับรูปแบบของหน้าหลักให้มีหรือไม่มี App Drawer ก็ได้ (ค่าเริ่มต้นไม่มี) โดยเข้าไปตั้งค่าได้จาก Settings > Display > Home Screen Style > Drawer

Huawei P40 Pro มาพร้อมจอเจาะรูฝังกล้องเซลฟี่ที่มุมซ้ายด้านบน Dual In-Display Camera ซึ่งถ้าใครไม่ชอบอยากได้จอแบบปกติก็สามารถทำได้ โดยเข้าไปที่เมนุ Settings > Display & brightness > More display settings > แล้วเลือก Cutout แถบด้านบนหน้าจอที่เจาะรูก็จะหายไป เหมือนสมาร์ทโฟนทั่วๆ ไปทันที

เลือกปรับเปลี่ยนธีมหน้าจอได้ตามใจชอบด้วยแอปธีม ที่มีให้เลือกใช้งานอย่างหลากหลาย โดยมีทั้งแบบฟรี และแบบจ่ายเงิน

รองรับ 2 SIM รวมทั้งรองรับ 4G และ  5G Dual Mode ทั้งแบบ SA และ NSA ซึ่งถ้าช่องซิมแรกเลือกให้รองรับ 5G ช่องซิมที่ 2 ก็จะสลับไปใช้ 4G โดยอัตโนมัติ สำหรับระบบเครือข่ายที่รองรับมีดังนี้

ช่อง SIM 1

  • 5G NR: n1 / n3 / n7 / n28 (TX: 703-733 MHz, RX: 758-788 MHz) / n38 / n41 / n77 / n78 / n79
  • 4G FDD LTE: Bands 1 / 2 / 3 / 4 / 5 / 6 / 7 / 8 / 9 / 12 / 17 / 18 / 19 / 20 / 26 / 28 / 32
  • 4G TDD LTE: Bands 34 / 38 / 39 / 40 / 41
  • 3G WCDMA: Bands 1 / 2 / 4 / 5 / 6 / 8 / 19
  • 2G GSM: Bands 2 / 3 / 5 / 8

ช่อง SIM 2

  • 4G FDD LTE: Bands 1 / 2 / 3 / 4 / 5 / 6 / 7 / 8 / 9 / 12 / 17 / 18 / 19 / 20 / 26 / 28
  • 4G TDD LTE: Bands 34 / 38 / 39 / 40 / 41
  • 3G WCDMA: Bands 1 / 2 / 4 / 5 / 6 / 8 / 19
  • 2G GSM: Bands 2 / 3 / 5 / 8

มาพร้อมแอป Optimizer ที่ช่วยดูแลจัดการตัวเครื่องด้วยการ Cleanup, เช็คจำนวนดาต้าที่ใช้งานทั้ง SIM 1 และ SIM 2, บล็อกเบอร์, แสดงสถานะแบตเตอรี่, Dropzone สำหรับปิดการแจ้งเตือนของแอปต่างๆ และสแกนไวรัสในเครื่อง

จัดการไฟล์ต่างๆ ในเครื่องผ่านแอปพลิเคชัน Files

สามารถเลือกปรับความละเอียดหน้าจอสูง 2640 x 1200 พิกเซล หรือต่ำ 1760 x 800 พิกเซล  รวมทั้งมาพร้อมโหมดมืด และโหมดสบายตา

เลือกปรับอัตราการรีเฟรชหน้าจอได้ที่ 60Hz เพื่อประหยัดพลังงาน และสูงสุดที่ 90Hz สำหรับภาพเคลื่อนไหวที่ราบรื่นขึ้น

ติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังบนหน้าจอ โดยมีการอัปเกรดตัวเซ็นเซอร์ปลดล็อคที่ฝังอยู่ใต้หน้าจอให้มีพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้น และสามารถปลดล็อคได้รวดเร็วมากขึ้นด้วย

รองรับการปลดล็อคด้วยใบหน้า โดยมีเซ็นเซอร์ IR ทำให้การสแกนใบหน้าเพื่อปล็ดล็อคเข้าใช้งานเครื่องได้ทุกสภาพแสง และแม่นยำมากกว่าเดิม

อย่างที่ทราบกันดีว่า สมาร์ตโฟน HUAWEI ที่เปิดตัวตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2019 จะไม่มี Google Mobile Service (GMS) มาให้ โดยสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นต่างๆ ผ่านทาง HUAWEI AppGallery ซึ่งตอนนี้แม้ว่าแอปจะน้อยกว่า Google Play แต่เชื่อว่าทาง HUAWEI จะทยอยเพิ่มแอปที่ตอบโจทย์การใช้งานมาลงเพิ่มในเร็วๆ นี้

ใน EMUI 10.1 จะมีการแบ่งหน้าจอ หรือ Multi-Wimdow แบบใหม่ ซึ่งมีวิธีใช้งานด้วยการเปิดถาดข้างหน้าจอ ด้วยการเลื่อนขอบหน้าจอทางซ้ายหรือขวา มาด้านในแล้วค้างเอาไว้ เพื่อเปิดถาดแอพฯ จากนั้นโหมดการแบ่งหน้าจอ หรือมัลติวินโดว์ จะมีให้ใช้งาน 2 แบบคือ แบบแบ่งหน้าจอ (เลื่อนแอปในถาดออกมาข้างนอก) และเปิดหน้าต่างลอย (กดแอปในถาด)

มาพร้อมเทคโนโลยี  HUAWEI Histen 5.0 ที่ให้พลังเสียง 3D เพื่อตอบโจทย์ความบันเทิงมากยิ่งขึ้น โดยมีโหมดการเล่นทั้งแบบอัตโนมัติ, เสียง 3 มิติ, ธรรมชาติ และมาตรฐานที่สามารถเลือกปรับแต่งเสียงอีควอไลเซอร์เองได้

ติดตั้งพอร์ตอินฟราเรด สำหรับใช้งานเป็นรีโมทควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ภายในบ้าน

มาพร้อม MeeTime ฟีเจอร์ video call ของ HUAWEI เองที่จะมอบประสบการณ์การสื่อสารระดับ Full HD ที่ใช้ประโยชน์จากความไร้ขีดจำกัดของ 5G

รองรับ HUAWEI Share เพื่อถ่ายโอนรูปภาพวิดีโอและไฟล์อื่นๆ ระหว่างอุปกรณ์ Huawei ได้อย่างรวดเร็ว

คุณสมบัติอื่นๆ ก็มีมาให้อย่างครบถ้วน

ด้านการถ่ายภาพ

 

กล้องหลัง 4 ตัว Ultra Vision Leica Quad Camera

Huawei P40 Pro มาพร้อมกล้องหลัง 4 ตัว Ultra Vision Leica Camera ที่พัฒนาร่วมกับ Leica เหมือนเดิม  พร้อมไฟแฟลชคู่ Dual Tone LED รองรับการถ่ายภาพในทุกสถานการณ์ และทุกสภาพแสง

รวมทั้งใช้เซ็นเซอร์ขนาด 1/1.28 นิ้ว ฟิลเตอร์กรองแสง RYYB และยังมีการทำงานร่วมกับ AI ที่ดีขึ้นทั้งการปรับแต่งใบหน้า และระบบ AI จดจำซีน เพื่อการถ่ายภาพได้ออกมาสวยงาม แบบไม่ต้องเป็นมืออาชีพก็สวยได้

โดยกล้อง 4 ตัวประกอบด้วย

  • กล้องหลัก Ultra Vision Camera (เลนส์ Wide Angle) ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ขนาดเซ็นเซอร์ 1/1.28″ พร้อมรูรับแสง f/1.9 และระบบกันสั่น OIS
  • กล้องตัวที่ 2 Cine Camera (เลนส์ Ultra Wide Angle) ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล ขนาดเซ็นเซอร์ 1/1.54″ และรูรับแสง f/1.8
  • กล้องตัวที่ 3 SuperSensing Telephoto Camera ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ขนาดเซ็นเซอร์ 1/3.56″, รูรับแสง f/3.4 และระบบกันสั่น OIS
  • กล้องตัวที่ 4 3D Depth Sensing Camera พร้อมระบบกันสั่น OIS+AIS

ด้าน UI กล้องออกแบบมาให้ใช้งานง่าย ด้านบนประกอบด้วย AI Lens, เปิดปิดการใช้งาน Master AI, เปิดปิดไฟแฟลช, เลือกเปลี่ยนเอฟเฟกต์ และตั้งค่าใช้งานกล้อง

ถัดลงมาตรงกลางด้านข้างจะมีแถบสำหรับปรับซูม และถ่ายภาพมุมกว้าง และด้านล่างจะเป็นโหมดการถ่ายภาพที่มีทั้งโหมดถ่ายภาพปกติ, โหมดภาพถ่ายบุคคล, โหมดกลางคืน, โหมดรูรับแสง, โหมดวิดีโอ, โหมดมือโปร เป็นต้น

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลัง

ภาพถ่ายปกติ

ซูม 5X

ซูม 10X

ซูม 20X

ซูม 50X

โหมดกลางคืน

โหมดมุมกว้างพิเศษ

โหมดมาโคร

กล้องหน้าเซลฟี่คู่ Dual In-Display Camera

ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่คู่ Dual In-Display Camera โดยกล้องหลักความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 ส่วนกล้องรองเลนส์ Depth Camera รองรับการปลดล็อคเครื่องด้วยใบหน้า และรองรับการถ่ายวิดีโอ 4K 60fps

ตัวอย่างภาพจากกล้องเซลฟี่คู่

โหมดเซลฟี่ปกติ

โหมดเซลฟี่ Portrait + Beauty ระดับ 5

โหมดเซลฟี่ Portrait + Beauty ระดับ 10

โหมดเซลฟี่กลางคืน

ประสิทธิภาพ

 

Huawei P40 Pro ใข้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.86GHz โดยใช้ชิปเซ็ท HUAWEI Kirin 990 5Gซึ่งเป็นชิปเซ็ตแบบ 7 นาโนเมตร + EUV ทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานระดับสูง

พร้อมหน่วยประมวลผลพิเศษ Neural Processing Unit (NPU) สำหรับประมวลผล AI แบบ Dual Big Core + Tiny Core และหน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G76, RAM 8GB และหน่วยความจำภายในเครื่องขนาด 256GB เพิ่มได้ด้วย NM SD Card สูงสุด 256GB

หลังจากที่ได้ลองทดสอบโดยใช้งานปกติทั่วไปปรากฏว่า สามารถใช้งานได้อย่างไหลลื่นไม่มีสะดุด พร้อมเปิดแอปหลายๆ ตัวพร้อมกันได้ และตอบสนองการใช้งานเป็นอย่างดี

ส่วนการเล่นเกมได้ลองกับเกม Asphalt 9 และเกม PUBG Mobile ที่มีภาพกราฟิกสูงแบบสามมิติ และตั้งค่ากราฟิกในระดับสูงทั้ง 2 เกม สามารถเล่นได้อย่างไหลลื่น ไม่มีอาการหน่วง หรือกระตุกให้เห็น และเล่นนานๆ เครื่องก็ไม่มีอาการร้อนอีกด้วย โดยรวมแล้วถือว่าสอบผ่าน

ผลการทดสอบประสิทธิภาพของ Huawei P40 Pro ผ่านแอป Antutu

ผลการทดสอบประสิทธิภาพของ Huawei P40 Pro ผ่านแอป Geekbench 5

แบตเตอรี่

 

แบตเตอรี่ที่ใช้กับเครื่องรุ่นนี้มีขนาดความจุ 4,200 mAh โดยรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว HUAWEI SuperCharge 40W รวมทั้งรองรับการชาร์จเร็วแบบไร้สาย 27W Wireless HUAWEI SuperCharge และรองรับการชาร์จแบบย้อนกลับให้กับอุปกรณ์อื่นที่รองรับ Reverse Charge

นอกจากนี้ยังมีโหมดประหยัดพลังงานให้เลือกใช้ 2 รูปแบบ คือ Power Saving Mode กับ Ultra Power Saving Mode หรือเราจะปรับลดความละเอียดของการแสดงผลลงมาเป็นที่ระดับ HD+ (1440×710 พิกเซล) เพื่อให้ประหยัดพลังงาน

หลังจากที่ได้ทำการทดสอบโดยใช้งานต่อเนื่องใน 1 วันปรากฏว่าสามารถใช้งานแบบหนักๆ ได้มากกว่า 1 วัน และสามารถใช้งานแบบทั่วๆ ไปได้ราว 2 วัน บวกกับระบบจัดการพลังงานที่ชาญฉลาด และระดับการบริโภคพลังงานที่ต่ำของชิปเซ็ต Kirin 990 5G จึงช่วยให้ประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงานนั้นอยู่ในระดับสูงสุด โดยรวมแล้วถือว่าดีเยี่ยมเลย

บทสรุป

 

“HUAWEI P40 Pro ที่สุดของสมาร์ตโฟนกล้องอันดับ 1 จาก DxOMark”

ถือเป็นสมาร์ตโฟนตระกูล P40 Series ที่ยังคงโดดเด่นในเรื่องของการถ่ายภาพ ซึ่งครั้งนี้ใช้ระบบกล้องถ่ายรูป Ultra Vision Leica สุดล้ำสมัย ด้วยระบบกล้อง Leica 4 เลนส์ ที่มีเลนส์มุมกว้างพิเศษแบบ Ultra Wide Cine Camera พร้อมด้วยกล้อง ToF และระบบ SuperSensing Zoom ที่ซูมสูงสุด 50 เท่า

นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับหน้าจอแบบ HUAWEI Quad-curve Overflow Display ที่ได้รับแรงบันดาลได้จากศิลปะการเคลื่อนไหวของธรรมชาติ ขอบจอทั้ง 4 ด้านเป็นดีไซน์โค้งมน  พร้อมอัตรารีเฟรชเรท 90Hz ที่คมชัดและตอบสนองไว รวมถึงรองรับการแสดงผลกราฟฟิคขั้นสูงมอบประสบการณ์การเล่นเกมที่เหนือระดับ

รวมทั้งอัดแน่นด้วยสเปกระดับไฮเอนด์ ไม่ว่าจะเป็นชิปเซ็ท Kirin 990 5G สุดแรง รองรับคลื่นสัญญาณ 5G ได้ครบถ้วนทุกย่านความถี่, รองรับเทคโนโลยี Wi-Fi 6 Plus, ระบบทำความเย็น SuperCool แบบ 4-in-1 และรองรับการชาร์จเร็ว HUAWEI SuperCharge 40W, ชาร์จเร็วแบบไร้สาย 27W Wireless HUAWEI SuperCharge และชาร์จแบบย้อนกลับ Reverse Charge

ทั้งนี้ HUAWEI P40 Pro ที่ทาง HUAWEI ประเทศไทยนำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเรา มีให้เลือก 3 สีด้วยกันคือ สีทอง Blush Gold, สีน้ำเงิน Deep Sea Blue และสีเงิน Silver Frost ในราคา 31,990 บาท พร้อมรับของแถมสำหรับผู้สั่งจองล่วงหน้ามูลค่ารวม 14,300 บาท

และราคาพิเศษเพียง 7,990 บาทเมื่อซื้อพร้อมแพ็คเกจกับทางโอเปอเรเตอร์ ผู้ที่สนใจสามารถสั่งจองล่วงหน้าได้แล้ววันนี้ ถึง 30 เมษายน 2563

และจะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ที่ HUAWEI Experience Store แต่ละสาขาใกล้บ้านคุณ ร้านค้าที่ร่วมรายการ หรือ Pre-order HUAWEI P40 Series ออนไลน์ consumer.huawei.com/th/campaign/p40