คลังเก็บ

รีวิว Amazfit Bip 3 สมาร์ทวอทช์จอสีใหญ่เต็มตา มี GPS แบต 2 สัปดาห์ กันน้ำ 5ATM ใส่ว่ายน้ำได้ ในราคา 1,290 บาท

ในยุคปัจจุบันที่ผู้คนใส่ใจในเรื่องของสุขภาพมากขึ้น นอกจากการป้องกันปัจจัยภายนอกด้วยหน้ากากอนามัย หรือเครื่องฟอกอากาศแล้ว ด้านการส่งเสริมสุขภาพจากภายใน เช่น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หรือการออกกำลังกาย ก็เป็นเทรนด์หลักที่คนรุ่นใหม่หันมาให้ความสนใจกันมากขึ้น

วันนี้ทางทีม MobileOcta มีโอกาสได้สมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่แกะกล่องจากค่าย Amazfit ที่มีชื่อเสียงในด้านการทำสมาร์ทวอทช์ราคาย่อมเยา แต่พกพาฟีเจอร์และฟังค์ชั่นเพียบ ไม่แพ้รุ่นราคาแพงๆ นั่นก็คือ Amazfit Bip 3  มารีวิวกันครับ 

Amazfit Bip 3

จุดเด่นคร่าวๆ ของ Amazfit Bip 3  คือเป็นสมาร์ทวอทช์ที่มาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ 1.69 นิ้ว และยังเป็นหน้าจอสีอีกด้วย ในราคานี้ถ้าเป็นค่ายอื่นก็อาจได้แค่สมาร์ทแบนด์เท่านั้น และยังมาพร้อมกับดีไซน์ที่สวยทันสมัย มีบอดี้งานประกอบที่แน่นหนา สามารถกันน้ำได้ในระดับ 5ATM หรือดำน้ำได้ 50 เมตรเลยทีเดียว

รวมถึงยังมาพร้อมโหมดออกกำลังกายที่หลากหลาย การติดตามกิจกรรมระหว่างวัน การตรวจวัดสุขภาพต่างๆ แบบ 24/7 และมาพร้อมราคาที่คุ้มค่าอีกด้วย แต่การใช้งานจริงจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลยครับ แต่ก่อนอื่นเราไปแกะกล่องดูอุปกรณ์ภายในกันก่อนครับ

แกะกล่อง Amazfit Bip 3 

  • สมาร์ทวอทช์ Amazfit Bip 3 
  • สายชาร์จแม่เหล็ก
  • คู่มือ และใบรับประกัน

สเปก Amazfit Bip 3 

  • ขนาด 44.12 x 36.49 x 9.65 มม.
  • น้ำหนัก 33 กรัม
  • วัสดุ โพลีคาร์บอเนต, สายซิลิโคนกว้าง 20 มม. รองรับขนาดข้อมือ 153 – 218 มม.
  • ปุ่มควบคุม 1 ปุ่ม
  • หน้าจอ TFT LCD ขนาด 1.69 นิ้ว ความละเอียด 240×280 พิกเซล, 218 PPI
  • ประเภทกระจกหน้าจอ – 2.5D tempered glass + anti-fingerprint coating 
  • ระดับการกันน้ำ 5 ATM
  • เซ็นเซอร์
    • Health – BioTracker™ 2 PPG biometric sensor (supports blood-oxygen)
    • Movement – 3-axis acceleration sensor
  • การเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0 BLE
  • แบตเตอรี่ 280 mAh 
  • ชาร์จด้วยที่ชาร์จแม่เหล็ก (แถมให้ในกล่อง) เวลาในการชาร์จเต็ม 0-100% ประมาณ 2 ชม.
  • แบตเตอรี่ใช้งานทั่วไปได้ 14 วัน และใช้งานอย่างหนัก 7 วัน
  • รองรับอุปกรณ์ Android 7.0 หรือใหม่กว่า และ iOS 12.0 หรือใหม่กว่า
  • แอปพลิเคชันที่ใช้งานร่วมกัน – Zepp 
  • ราคา 1,290 บาท

ดีไซน์การออกแบบ

Amazfit Bip 3 มาพร้อมดีไซน์ที่สวยทันสมัยครับ ตัวเรือนมีขนาดกำลังเหมาะสม ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไปที่ 44.12 x 36.49 x 9.65 มม. และมีน้ำหนักเบามาก เพียง 33 กรัมเท่านั้น ทำให้เมื่อสวมใส่จะให้ความรู้สึกที่เบาสบาย ไม่อึดอัด สามารถใส่ติดตัวได้ตลอดเวลาไม่เว้นแม้แต่ตอนอาบน้ำ เพราะสามารถกันน้ำได้ในระดับ 5 ATM ซึ่งสามารถใส่ว่ายน้ำได้สบาย 

หน้าจอเป็นแบบ TFT LCD ขนาด 1.69 นิ้ว ความละเอียดที่ 240×280 พิกเซล และมีอัตราส่วนความละเอียดต่อตารางนิ้วที่ 218 PPI นับเป็นหน้าจอที่เน้นความคุ้มค่าครับ อาจไม่มีสีสันสดใสเท่ากับ AMOLED แต่ก็ไม่มีปัญหาต่อการใช้งาน สามารถอ่านข้อความการแจ้งเตือนได้อย่างสะดวก อ่านง่ายสบายตา เพราะมีหน้าจอขนาดใหญ่ และยังใช้เป็นกระจก 2.5D tempered glass ป้องกันแรงกดทับหรือกระแทก ซึ่งมีการเคลือบสาร anti-fingerprint coating ลดการเกิดรอยนิ้วมือบนหน้าจอด้วย ทำให้สมาร์ทวอทช์ดูสวยงาม สดใหม่อยู่เสมอ

วัสดุของตัวเรือนเป็นพลาสติกโพลีคาร์บอเนตแบบด้าน ทำให้มีน้ำหนักเบาแต่คงทน รวมถึงการออกแบบด้านข้างมีลักษณะค่อนข้างเรียบ ตามเทรนด์สมาร์ทโฟนยุคใหม่ที่มีขอบเรียบแทบทั้งสิ้น ส่วนสายใช้วัสดุเป็นซิลิโคนที่มีสลักสำหรับถอดเปลี่ยนสายได้อย่างง่ายดายโดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยถอดสาย 

การควบคุมอุปกรณ์จะใช้การสัมผัสหน้าจอ เช่น การปัดหน้าจอจากด้านบนลงด้านล่างเพื่อเปิดหน้าศูนย์ควบคุม ปรับแต่ความสว่างหน้าจอ ตั้งปลุก หรือเปิดหน้าการตั้งค่า, ปัดซ้าย/ขวา เพื่อเปิดเมนูลัดต่างๆ และปัดหน้าจอจากด้านล่างขึ้นบน เพื่อเปิดการแจ้งเตือนล่าสุด เป็นต้น และจะมีปุ่มกดทางด้านขวา ใช้สำหรับเปิดรายการแอป หรือใช้เป็นปุ่ม Back ก็ได้เช่นกัน หรือจะเป็นการกดปุ่มค้าง 2-3 วินาที เพื่อเข้าสู่การเลือกโหมดการออกกำลังกายแบบด่วน 

และสำหรับหน้าจอ Watch Face บน Amazfit Bip 3 จะติดตั้งมาให้แล้ว 2 แบบ ซึ่งสามารถเข้าไปเปลี่ยนได้ในเมนูการตั้งค่า นอกจากนี้ยังสามารถติดตั้งจากแอปพลิเคชัน Zepp เพื่อโหลดหน้าจอใหม่ๆ เพิ่มได้มากมายหลายแบบครับ มีทั้งแบบเสียเงิน และฟรีตามสไตล์ของสมาร์ทวอทช์ในปัจจุบัน ซึ่ง Watch Face แต่ละแบบ ก็จะมีการแสดงค่าต่างๆ ที่แตกต่างกันออกไป เช่น การแสดงเวลา วันที่ สภาพอากาศปัจจุบัน การนับก้าว อุณหภูมิ แคลอลี่ที่เบิร์น หรืออื่นๆ เป็นต้น 

โดยในส่วนของแอป Zepp ก็มี UI ที่สวยงาม ดูสะอาดตา และใช้งานง่ายครับ พร้อมกับรองรับภาษาไทยเต็มรูปแบบ ทำให้ไม่มีปัญหาสำหรับผู้ที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษ ซึ่งในการเชื่อมต่อครั้งแรกผู้ใช้จะต้องโหลดแอปติดตั้งไว้ในมือถือก่อน จากนั้นค่อยเปิดสมาร์ทวอทช์ Amazfit Bip 3 เพื่อสแกน QR Code หลังจากนั้นก็ทำตามขั้นตอนของระบบซึ่งก็ไม่ยากครับ ใครก็สามารถทำเองได้เลย และสำหรับครั้งแรกเราจะต้องเปิดการอนุญาตในส่วนต่างๆ เช่น การแจ้งเตือนแอป SMS การโทร หรืออื่นๆ ให้ครบ เพื่อการใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบ และจะเป็นการทำเฉพาะในครั้งแรกเท่านั้นครับ 

Amazfit Bip 3  เปิดตัวทั้งหมด 3 สีครับ คือ สีดำ สีน้ำเงิน และสีชมพู 

ประสิทธิภาพการใช้งาน และฟีเจอร์ต่างๆ 

Amazfit Bip 3 เป็นสมาร์ทวอทช์ที่มาพร้อมสโลแกน “Think Big, Thing Bip” ทำให้จุดขายของรุ่นนี้ คือ การมาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่กว่าคู่แข่งในระดับราคาเดียวกัน รวมถึงมาพร้อมฟังค์ชั่น และฟีเจอร์ค่อนข้างเยอะกว่าคู่แข่งด้วยครับ 

ไม่ว่าจะเป็นการมาพร้อมกับฟังค์ชั่นการติดตาม Fitness Tracker ที่ครอบคลุม เช่น ระบบการนับก้าว ติดตามระดับออกซิเจนในเลือด หรือ SpO2, มี GPS ในตัว ทำให้สามารถใช้งานสมาร์ทวอทช์แบบสแตนอโลนได้ ไม่จำเป็นต้องพกมือถือขณะวิ่งให้หนัก

รวมถึงยังมีโหมดออกกำลังกายเยอะถึง 60 โหมด ครอบคลุมกีฬายอดนิยมมากมาย เช่น การวิ่งกลางแจ้ง, วิ่งลู่วิ่งไฟฟ้า, การปั่นจักรยานทั้งในร่ม และกลางแจ้ง, การเดิน, กระโดดเชือก, โยคะ, ฟรีเอ็กเซอร์ไซส์, เครื่องกรรเชียงบก, เครื่องเดินวงรี, แบดมินตัน, หรือคริกเกตก็ยังมีครับ รวมถึงอื่นๆ อีกมากมาย เอาใจสายสปอร์ตสุดๆ 

และทางด้านการตรวจจับด้านสุขภาพอื่นๆ ที่น่าสนใจยังรองรับการติดตามการนอนหลับ, ความเครียด, ติดตามประจำเดือนสำหรับสุภาพสตรี ก็ยังสามารถใช้งานได้ด้วยครับ และที่น่าใช้อีกอย่าง คือใช้เป็นทริกเกอร์กดถ่ายรูปบนสมาร์ทโฟนได้ด้วยครับ โดยทำผ่านการเชื่อมต่อ Bluetooth หรือจะเป็นการควบคุมเพลงก็ได้เช่นกัน

ด้านการแจ้งเตือน Amazfit Bip 3 ก็รองรับการทำงานเป็นสมาร์ทวอทช์ได้อย่างครบถ้วนครับ ทั้งการแจ้งเตือนสายเรียกเข้า ข้อความ SMS หรือจากแอปยอดนิยมต่างๆ อย่างเช่น Line, Facebook หรือ Messenger ก็ได้ และสามารถแสดงผลเป็นภาษาไทยได้อย่างเต็มรูปแบบ ไม่มีอาการสระลอย หรือเพี้ยนๆ แต่อย่างใด ตรงนี้ถือว่าดีครับ และด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ 1.69 นิ้ว ทำให้สามารถอ่านข้อความเข้า หรืออีเมลต่างๆ ได้ง่ายทีเดียว 

สำหรับแบตเตอรี่บน Amazfit Bip 3 นั้นให้มาที่ 280mAh ซึ่งสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องแบบทั่วไปได้ราวๆ 2 สัปดาห์ ถือว่าอึดมากทีเดียว หรือเป็นการเปิด GPS ตลอดเวลา หรือใช้งานหนักๆ หน่อย ก็จะอยู่ได้ประมาณ 1 สัปดาห์ครับ ก็ถือว่าไม่ธรรมดาเช่นกัน และสำหรับการชาร์จแบต จะใช้เวลาการชาร์จ 0-100% ในเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้น ใครที่หาสมาร์ทวอทช์แบตอึดๆ ทนๆ แนะนำเลยครับ 

บทสรุป

โดยสรุป Amazfit Bip 3 เหมาะสำหรับใคร? ก็น่าจะเหมาะสำหรับคนที่อยากดูแลสุขภาพในด้านต่างๆ เช่น การออกกำลังกาย การนอนหลับ หรือวัด SpO2 เพื่อดูออกซิเจนในเลือด ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในปัจจุบัน

รวมถึงยังพกพาดีไซน์การออกแบบที่น่าใช้ แลดูทันสมัย และมีน้ำหนักเบา สามารถใส่ได้ตลอดเวลาโดยไม่รู้สึกอึดอัดครับ มีหน้าจอขนาดใหญ่ และเป็นหน้าจอสี ทำให้สามารถอ่านข้อความหรือการแจ้งเตือนได้สบายตา อ่านง่าย หรือจะเป็นแบตเตอรี่ที่ชาร์จครั้งเดียวก็สามารถใช้งานได้ตลอดวัน

สามารถใส่ว่ายน้ำได้ด้วยการกันน้ำระดับ 5 ATM พร้อมโหมดการออกกำลังกายถึง 60 โหมดยอดนิยม และที่สำคัญ คือมี GPS ในตัว ซึ่งหาแทบไม่ได้ในสมาร์ทวอทช์งบประมาณระดับนี้ครับ

ด้วยฟีเจอร์ครบๆ คุ้มๆ แบบนี้ ราคาค่าตัวของ Amazfit Bip 3 นั้นอยู่แค่เพียง 1,290 บาทเท่านั้นเองครับ โดยสามารถสั่งซื้อได้ที่ Amazfit & Zepp Official Shopee Store หรือที่ Store Link

ร้านค้าเป็นทางการของ Amazfit ใน Shopee http://bit.ly/3wsp1KI

ร้านค้าอย่างเป็นทางการของ Zepp Official ใน Shopee http://bit.ly/37XNCxE

สำหรับวันนี้ก็ต้องขอจบการรีวิวเพียงเท่านี้ หากมีข้อผิดพลาดอะไรก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ จนกว่าจะพบกันใหม่ สวัสดีครับ 😀